ใครว่าอาการ”ซึมเศร้า”เป็นเรื่องจิ๊บๆ
ณ ปัจจุบัน ชีวิตที่มีแต่ความเคร่งเครียด ทำงานทั้งวัน มีแต่งาน งาน งานแล้วก็งาน อาจทำให้คนหลายๆคนเกิดอาการเบื่อหรือซึมเศร้า คนส่วนมากมักจะมองข้ามโรคซึมเศร้า เพราะคิดว่ามันคงจะไม่ร้ายแรงมากมายอะไร ผมจึงอยากแนะนำให้ลองอ่านเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ดูครับ
โรคซึมเศร้า คือ ความเจ็บป่วยทางจิตเวชซึ่งเกิดความผิดปกติของสมอง ส่งผลกระทบต่อความนึกคิดอารมณ์ ความรู้กสึก พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพร่างกาย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคซึมเศร้าหายเองได้ แต่ความจริงต้องอาศัยการบำบัดรักษาทางจิตเวชอย่างจริงจัง
“โรคซึม เศร้าส่งผลร้ายต่อตนเองและครอบครัว ดังนั้น หากสงสัยว่าคุณหรือคนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคนี้ ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง”
โรคซึมเศร้ามีแบบไหนบ้าง
โรค ซึมเศร้าทั่วไป แสดงอาการเบื่อ ท้อแท้ และเศร้าสลดอย่างมากนานเกิน 2 สัปดาห์
สาเหตุ : มีเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง การสูญเสีย หรือผิดหวัง ความเครียดสะสมยาวนาน อาจมีอาการทางจิต เช่น หวาดระแวง และหูแว่ว การเปลี่ยนแปลงตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักมีอาการขี้บ่นจุกจิก
โรคซึมเศร้าเรื้องรัง รุนแรงน้อยกว่ากรณีแรก แต่เป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 ปี และมักนานกว่า 5 ปี สาเหตุ : ทุกข์ใจมายาวนาน แม้จัดการได้ระดับหนึ่ง แต่ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่มีความสุขมาเป็นเวลาหลายปี ลงเอยด้วยการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแบบชัดเจน
โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ ดิสออเดอร์ มีอารมณ์เซ็ง ซึมเศร้า สลับกับร่าเริงผิดปกติ (mania) ในหนึ่งปีอาจมีอาการนี้หลายครั้ง มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายหรือตัดสินใจผิดๆ และอาจคิดฆ่าตัวตาย
อาการเด่นของโรคซึมเศร้า
หมด ความสนใจในกิจกรรมประจำวัน ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่เคยทำอย่างสนุกสนาน และมีอารมณ์เซ็ง เศร้า หมดที่พึ่ง หมดหวัง อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้
ระวัง!! หากคุณมีอาการแบบนี้ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์
1. นอนมากเกินไป หรือนอนไม่หลับ ตื่นเช้าผิดปกติหงุดหงิดกังวล
2. น้ำหนักลดหรือเพิ่ม กว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวปกติ
3. หงุดหงิด โมโหง่าย ขี้รำคาญ หรือทำอะไรช้าลง
4. อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีพลังในการทำงาน ดูเหมือนคนเกียจคร้าน
5. ขาดความมั่นใจในตนเอง
6. คิดถึงแต่เรื่องตาย หรือมีความคิดทำร้ายตนเองแวบขึ้นมาอยู่บ่อยๆ
7. ขาดสมาธิในการคิด จนตัดสินใจหรือจำอะไรไม่ได้ มักบ่นว่ามีปัญหาเรื่องความจำ
8. สูญเสียความรู้สึกทางเพศ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีปัญหานี้มาก่อน
มาลดความเครียดกันเถอะ
1.ออกกำลังกาย
2.ไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ช่วยให้เพลินจนลืมความกังวลได้
3.ฟังเพลงเนื้อหาดีๆ ปลดปล่อยความกังวล
ได้อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างล่ะครับ (ผมเคยเป็นอยู่เหมือนกันนะเนี่ยแต่ไม่นาน) เรื่องใกล้ตัวแบบนี้ไม่ควรจะมองข้ามไปนะครับ ยิ่งคนใกล้ตัวเราด้วยแล้ว ถ้าเกิดมีอาการในลักษณะแบบนี้ ก็ควรจะดูแลเอาใจใส่เขาให้มากขึ้น อย่างน้อยเขาจะได้มีที่พึ่ง ไม่คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ใครที่ได้อ่านก็ขอให้คิดซะว่าอย่างน้อยก็ยังมีผมที่คอยนำสะระความรู้มาให้ได้อ่าน และคอยพูดคุยอยู่เสมอๆนะครับ
credit : thairath.co.th
วันสารทจีน(ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ.2552
วันนี้ก็ถือเป็นวันมงคลอีกหนึ่งวันของชาวไทยเชื้อสายจีนนะครับ นั่นก็คือวันสารทจีนนั่นเอง ผมคิดว่าคงมีหลายๆคนที่ไม่เคยรู้ถึงประวัติของวันสารทจีนมาก่อน แต่ที่บ้านก็ได้ไหว้กันทุกปี ปกติเราก็จะรู้แค่ว่าเราต้องไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ภูตผีปีศาจทั้งหลายทั้งปวง ผมเลยจะนำประวัติที่ได้รวบรวมมา นำมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันอย่างคร่าวๆครับ
วันสารทจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2552 (ปกติเขาจะไหว้กันเดือน7นะครับ) ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังเป็นเวลาที่ประตูนรกเปิดให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์ชาวจีนจะมีการเซ่นไหว้ด้วยของไหว้หลากความหมาย ที่ปฏิบัติสืบกันมาเนิ่นนานในเทศกาลสารทจีน
ประวัติความเป็นมาเทศกาลสารทจีน

สารทจีน เป็นเทศกาลสำคัญทั้งของลัทธิขงจื๊อ พุทธศาสนา ศาสนาเต๋า และชาวบ้าน ในอดีตเป็นเทศกาลใหญ่มาก แต่ปัจจุบันลดความสำคัญลง นอกจากในวัดพุทธและวัดเต๋าแล้ว แพร่หลายอยู่ในหมู่ชาวบ้านจีนภาคใต้ ตั้งแต่มณฑลหูเป่ย อานฮุย เจ้อเจียง ลงมาจนถึงกวางตุ้ง กวางสี ยูนนาน ในหมู่ชาวจีนแคะ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และไหหลำ ยังคงเป็นเทศกาลใหญ่ เป็น ๑ ใน ๘ เทศกาลสำคัญประจำปีของจีนแต้จิ๋ว ในไทยสารทจีนเป็นเทศกาลจีนสำคัญอันดับ ๒ รองจากตรุษจีนเท่านั้น
เทศกาลนี้มีชื่อเป็นทางการว่า “จงหยวนเจี๋ย” แต้จิ๋วว่า “ตงหง่วงโจ็ย” แต่ชื่อทั่วไปนิยมเรียกว่า แต้จิ๋วอ่านว่า “ชิกว็วยะปั่ว” แปลว่า “(เทศกาล) กลางเดือน ๗” นอกจากนี้ยังมีชื่อที่นิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “กุ่ยเจี๋ย ( กุ๋ยโจ็ย)” แปลว่า “เทศกาลผี” ชื่อทั้งสามนี้ถ้าคุยกับคนจีนภาคใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ทุกคนจะรู้จักดี แต่คนปักกิ่งจะไม่รู้จักเลย เพราะเทศกาลนี้ปัจจุบันชาวบ้านจีนภาคเหนือไม่ได้ทำแล้ว คงเหลือแต่ในวัดพุทธและเต๋าเท่านั้น
คำ “จงหยวน ” ที่เป็นชื่อเทศกาลนี้เป็นคนละคำกับ “จงหยวน ” ซึ่งหมายถึง “ดินแดนลุ่มแม่น้ำฮวงโหตอนกลางและตอนล่างอันเป็นศูนย์กลางอารยธรรมจีน” จงหยวนที่เป็นชื่อเทศกาลได้มาจากชื่อเทพประจำเทศกาลนี้ของศาสนาเต๋า
วันเทศกาลสารทจีนคือวันเทวสมภพของเทพจงหยวน จึงเรียกว่า “จงหยวนเจี๋ย” (ตงหง่วงโจ็ย) แปลว่า เทศกาลเทพจงหยวน ตรงกับวันกลางเดือน ๗ จึงเรียกว่า “ชีเย่ว์ปั้น” ( ชิกว็วยะปั่ว) หมายถึงเทศกาลกลางเดือน ๗ แต่เทศกาลนี้มีกิจกรรมเกี่ยวเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงสิ้นเดือน ๗ คือวัน ๑ ค่ำ เป็นวัน “เปิดยมโลก” ให้ผีทั้งหลายออกมารับการเซ่นสังเวย วัน ๑๕ ค่ำ เป็นวันไหว้ใหญ่ทั้งผีบรรพชนและผีไม่มีญาติ วันสิ้นเดือน ๗ (๓๐ ค่ำ หรือแรม ๑๕ ค่ำ) เป็นวัน “ปิดประตูยมโลก” ผีทั้งที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดต้องกลับเข้ายมโลก วันต้นเดือน สิ้นเดือน มีพิธีไหว้ด้วย และมีพิธีทิ้งกระจาดอุทิศส่วนกุศลให้เปตชนครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของเดือน ๗ อีกต่างหาก กิจกรรมทั้งหมดล้วนแต่เกี่ยวกับผี คนจีนจึงถือว่าเดือน ๗ เป็น “เดือนผี” และเทศกาลกลางเดือน ๗ คือ “เทศกาลผี” แต่ที่คนไทยเรียกสารทจีนเพราะวันนี้ใกล้กับวันสารทไทย อีกทั้งอยู่ในช่วงต้นฤดูสารทหรือชิวเทียน (Autumn) ของจีนอีกด้วย
เทศกาลจงหยวนมีที่มาจากประเพณีจีนโบราณ คือวันอุลลัมพนบูชาของพุทธศาสนาและความเชื่อของศาสนาเต๋ารวมกันอย่างกลมกลืน วัฒนธรรมประเพณีจีนโบราณเป็นที่มาของลัทธิขงจื๊อและคตินิยมพื้นฐานของคนจีน ตลอดมา ลัทธิขงจื๊อจึงเป็นศาสนาสำคัญที่สุดของจีนไปโดยปริยาย แต่ก็เข้ากันได้กับศาสนาพุทธและศาสนาเต๋าซึ่งเข้ามาแพร่หลายและเกิดขึ้นใน ภายหลัง จนในวิถีชีวิตคนจีนมีอิทธิพลของ ๓ ศาสนานี้อยู่คละเคล้ากันไป
เทพจงหยวน เทพประจำเทศกาลสารทจีน
เทพจงหยวนเป็นเทพประจำเทศกาลสารทจีน ชื่อเต็มว่า “จงหยวนต้าตี้-อธิบดีแห่งคืนเพ็ญกลาง” หรือ “ตี้กวนต้าตี้-ธรณิศมหาเสนาธิบดี” เรียกสั้นๆ ว่า “ตี้กวน-ธรณิศเสนา” มีหน้าที่ควบคุมดูแลเทพแห่งมหาบรรพตทั้งห้า (ของจีน) ภูเขาและแม่น้ำ เจ้าที่ประจำเมืองทุกเมือง เทพในเมืองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ตรวจดูโชคเคราะห์ของสรรพสัตว์ ตรวจบัญชีความดีความชั่วของมนุษย์ และหน้าที่สำคัญคือให้อภัยโทษแก่ผู้รู้ผิดกระทำพลีบูชาท่าน วัน15 ค่ำ เดือน 7ท่านจะลงมาตรวจบัญชีชั่วดีของมนุษย์แล้วประทานอภัยให้
นอกจากนี้ท่านยังต้องมาเป็นประธานดูแลการไหว้ผีไม่มีญาติ ซึ่งคนเป็นผู้ไหว้ โดยท่านจะไปเจรจากับ “ลี่” ราชาของผีพวกนี้ ให้ช่วยคุมดูแลบริวารไม่ให้ทำร้ายมนุษย์ ฉะนั้นผู้คนจึงกินเจ ทำพิธีเซ่นสรวงบูชาท่าน เซ่นไหว้บรรพชน เพื่อให้ท่านอภัยโทษให้ทั้งแก่ตนเองและวิญญาณบรรพชน ปัจจุบันในไต้หวันนิยมไหว้ท่านตั้งแต่ยามแรกของวัน 15 ค่ำ จีนแบ่งวันคืนออกเป็น 12 ยาม ยามละ 2 ชั่วโมง ยามแรกคือช่วง 5 ทุ่มถึงตี1 (23.00-01.00 น.) ยามแรกของวัน15 ค่ำ ก็คือช่วง23.00-01.00 น. ของคืนวัน14 ค่ำ เพราะจีนเริ่มวันใหม่ตอน 5 ทุ่ม ถ้าไม่ไหว้ตอน 5 ทุ่ม ก็มาไหว้ตอนเที่ยงวันของวัน 15 ค่ำ หลังจากไหว้บรรพบุรุษไปแล้ว ในจีนแต่ละถิ่นเวลาไหว้ต่างกัน บางถิ่นก็ไม่ได้ไหว้แล้ว ส่วนในไทยไม่ปรากฏมีพิธีไหว้เทพจงหยวนโดยเฉพาะ ประเพณีนิยมการไหว้ในวันเทศกาลจีนของไทยจะไหว้เจ้าและเทวดาทั้งหมดตอนเช้า อนึ่งคนจีนในไทยนับถือ “ตี่จู๋เอี๊ย” คือ “เจ้าที่” มาก มีศาลเล็กๆ ตั้งอยู่ในบ้านแทบทุกบ้าน ตี่จู๋เอี๊ยอยู่ใต้บังคับบัญชาของตี้กวน (ธรณิศเสนา) หรือเทพจงหยวน จึงถือได้ว่าเป็นตัวแทนของท่านประจำอยู่ทุกบ้าน การไหว้ตี่จู๋เอี๊ยจึงพออนุโลมแทนการไหว้เทพจงหยวนได้
ตำนานเทศกาลสารทจีน
ตำนานที่ 1
ตำนานนี้กล่าวไว้ว่าวันสารทจีนเป็นวันที่เซ็งฮีไต๋ตี๋ (ยมบาล) จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้ายจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนั้นเพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี้จึงต้องมีการเปิดประตูนรก นั่นเอง
ตำนานที่ 2
มีชายหนุ่มผู้หนึ่งมีนามว่า “มู่เหลียน” เป็นคนเคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ผิดกับมารดาที่เป็นคนใจบาปหยาบช้าไม่เคยเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์มีจริง ปีหนึ่งในช่วงเทศกาลกินเจนางเกิดความหมั่นไส้คนที่นุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ นางจึงให้มู่เหลียนไปเชิญผู้ถือศีลกินเจเหล่านั้นมากินอาหารที่บ้านโดยนางจะ ทำอาหารเลี้ยงหนึ่งมื้อ
ผู้ถือศีลกินเจต่างพลอยยินดีที่ทราบข่าวว่ามารดาของมู่ เหลียนเกิดศรัทธาในบุญกุศลครั้งนี้ จึงพากันมากินอาหารที่บ้านของมู่เหลียนแต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจนั้นมี น้ำมันหมูเจือปนอยู่ด้วย การกระทำของมารดามู่เหลียนนั้นถือว่าเป็นกรรมหนัก เมื่อตายไปจึงตกนรกอเวจีมหานรกขุมที่ 8 เป็นนรกขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
เมื่อมู่เหลียนคิดถึงมารดาก็ได้ถอดกายทิพย์ลงไปในนรกภูมิ จึงได้รู้ว่ามารดาของตนกำลังอดอยากจึงป้อนอาหารแก่มารดา แต่ได้ถูกบรรดาภูตผีที่อดอยากรุมแย่งไปกินหมดและเม็ดข้าวสุกที่ป้อนนั้นกลับ เป็นไฟเผาไหม้ริมฝีปากของมารดาจนพอง แต่ด้วยความกตัญญูและสงสารมารดาที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสมู่เหลียน ได้เข้าไปขอพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ท้าวมัจจุราช) ว่าตนของรับโทษแทนมารดา
แต่ก่อนที่มู่เหลียนจะถูกลงโทษด้วยการนำร่างลงไปต้มในกระทะ ทองแดง พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ได้ทัน โดยกล่าวว่ากรรมใดใครก่อก็ย่อมจะเป็นกรรมของผู้นั้นและพระพุทธเจ้าได้มอบ คัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ให้มู่เหลียนท่องเพื่อเรียกเซียนทุกทิศทุกทางมาช่วยผู้มีพระคุณให้หลุดพ้น จากการอดอยากและทุกข์ทรมานต่างๆ ได้ โดยที่มู่เหลียนจะต้องสวดคัมภีร์อิ๋ว หลันเผินและถวายอาหารทุกปีในเดือนที่ประตูนรกเปิดจึงจะสามารถช่วยมารดาของ เขาให้พ้นโทษได้
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวจีนจึงได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมากันโดยตลอดด้วยการเซ่นไหว้ โดยจะนำอาหารทั้งคาวหวาน และกระดาษเงินกระดาษทองไปวางไว้ที่หน้าบ้านหรือตามทางแยกที่ไม่ไกลนัก มีนัยว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของบรรดาวิญญาณเร่ร่อนที่กำลังจะผ่านมา ใกล้ที่พักของตน
การไหว้ในเทศกาลสารทจีน

การไหว้ในเทศกาลสารทจีนแบ่งออกเป็น 3 ชุด ดังนี้
1. ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่
จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมที่ไหว้ก็ขนมถ้วยฟู กุยช่าย ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของสารทจีนคือขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องแต้มจุดสีแดงไว้ตรงกลาง เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นศิริมงคล นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง
2. ชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษ
คล้ายของไหว้เจ้าที่พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียมต้องมีน้ำแกงหรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชาจัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ ขาดไม่ได้ก็คือขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้และกระดาษเงินกระดาษทอง
3. ชุดสำหรับไหว้วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ
วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ แปลว่า ไหว้พี่น้องที่ดี เป็นการสะท้อนความสุภาพและให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่าพี่น้องที่ดีของเรา โดยการไหว้จะไหว้นอกบ้านของไหว้จะมีทั้งของคาวหวานและผลไม้ตามต้องการและที่ พิเศษคือมีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้ ขนมที่ใช้ไหว้
ของไหว้ในเทศกาลสารทจีน

ในสมัยโบราณชาวจีนใช้ขนมไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า โหงวเปี้ย หรือเรียกชื่อเป็นชุดว่า ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี
* ปัง คือขนมทึงปัง เป็นขนมที่ทำมาจากน้ำตาล
* เปี้ย คือขนมหนึงเปี้ย คล้ายขนมไข่
* หมี่ คือขนมหมี่เท้า ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าข้างในไส้เต้าซา
* มั่ว คือขนมทึกกี่ เป็นขนมข้าวพองสีแดงตรงกลางมีไส้เป็นแผ่นบาง
* กี คือขนมทึงกี ทำเป็นชิ้นใหญ่ยาวเวลาจะกินต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนใช้ขนมเทียน ขนมเข่งในการไหว้ โดยหลักของที่ไหว้ก็จะมีของคาว 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ไก่ หมู เป็ด ไข่ หมึก ปลา เป็นต้น ของหวาน 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ขนมเทียน ขนมมัดไต้ ขนมถ้วยฟู หรือขนมสาลี่ปุยฝ้าย ขนมเปี๊ยะ ส้ม หรือผลไม้ตามใจชอบ
และทั้งหมดนี้ก็คือประวัติของวันสารทจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน สำหรับใครที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนในวันนี้ ก็คงกำลังวุ่นวายกับการเตรียมข้าวของเซ่นไหว้อยู่แน่เลย (บ้านผมเองก็เช่นกันครับ) ยังไงก็ขอให้ชาวไทยเชื้อสายจีนทุกท่าน รวมไปถึงผู้อ่านทุกท่านนะครับ เราเป็นคนไทยครับ วัฒนธรรมของเราคือการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นศาสนาอะไรหรือชาติไหนๆ เราก็ต้องเคารพญาติผู้ใหญ่เสมอครับ สิ่งศักดิ์ทั้งหลายที่เห็นๆอยู่ถึงจะไม่นับถือแต่ก็ไม่ควรลบหลู่ครับ สำหรับประวัติวันสารทจีนก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ ผมขอตัวไปรับประทานมื้อเที่ยงก่อนครับ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ
credit :panyathai.or.th
ดูดวงประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ.2552
สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ก็ถือเป็นวันมงคลอีกวันหนึ่งของชาวจีนนะครับ นั่นก็คือวันสารทจีนนั่นเอง แต่บังเอิญหัวข้อนี้ไม่ใช่เรื่องของวันสารทจีนครับ เป็นเรื่องของดวงประจำวังต่างหากล่ะ เอาเป็นว่าใครสนใจเดี๋ยวผมจะนำประวัติของวันสารทจีนมาให้ได้อ่านกันนะครับ ตอนนี้เราไปดูดวงกันดีกว่าครับ
ดวงของคนที่เกิดวันอาทิตย์
วันนี้ต้องสมใจหรือมีมาหาได้เกือบทุกด้านที่ปรารถนา ว่าแต่ว่าต้องไม่โลภหลายเกินบุญและวาสนาไป เดินทางสะดวกใจตนทั้งไปและกลับนั่นแล เรื่องของความรักระวังใจตนแอบรักเข้ากับคนมีเจ้าของอีกนั่น
ดวงของคนที่เกิดวันจันทร์
วันนี้สารพันปัญหามีเข้ามารุมเร้า ระวังจักเดือดร้อนเพราะพี่น้องและคนรอบข้าง เงินทองทางได้ก็ยังไหลเข้าออกลื่นมือดี ช่วงนี้ อาจเดินทางระยะสั้นบ่อย ความรักต้องหนักแน่นต่อกันให้มากไว้จึงรอดปลอดภัย
ดวงของคนที่เกิดวันอังคาร
วันนี้จำใจสานต่อเรื่องเก่า หรือปัญหาของผู้คนและต้นแบบนานาประการผ่านเข้ามาให้ต้องขบคิดหนัก เงินทองก็พร้อมจำใจควักออกจ่าย ต่อรองแต่ละอย่างต้องมีคนกลางจึงสะดวก คนรักและญาตก็ยังมีปัญหา
ดวงของคนที่เกิดวันพุธ
วันนี้ปัญหาด้วยปากเล่า กันมามักเป็นลมแล้งอย่างเดิมแหละหนา ช่วงนี้ทั้งเช้าสายบ่ายเย็นเจอแต่ปัญหาปวดขมอง เงินทองก็ยังคงเป็นตัวตั้งสำคัญ เอกสารสัญญาและเรื่องรักก็ยังไม่วายต้องคิดมากทุกด้านด้วย
ดวงของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี
วันนี้วาดหวังตั้งเป้า แต่ละอย่างก็ยังเสมือนพายเรือในอ่าง เส้นทางแนวใหม่ยังมีมาให้ได้ขบคิดและต้องเร่งตามติดเพื่อเห็นผล เดินทางแต่ละหนแห่งระวังป่วยไข้อันตรายมั่ง คนรักคู่ครองชอบหันหลังพูดด้วย
ดวงของคนที่เกิดวันศุกร์
วันนี้คงต้องอาศัยบุญเก่าค้ำชู หรือต้องใส่ใจกับเรื่องราวใหม่ มันเป็นประโยชน์ ข้างหน้าได้ง่าย กับใครบางคนกำลังเป็นต้นปัญหาให้ เกิดมรรคผลข้างด้วยดี กับคนรักและคู่ครองญาติพี่น้องบริวารกำลังเป็นช่วงสดใส
ดวงของคนที่เกิดวันเสาร์
วันนี้อาจเกิดการเข้าใจผิด หรือยังไม่วายต้องคิดมากกับหลายด้านมากมุมมอง เงินทองก็ต้องจำใจชักข้างหลังมาปะด้านหน้าไปพลางก่อนหนา ช่วงนี้อาจเดินทางทั้งจำเป็นจำใจบ่อย เรื่องรักก็ยังเช่นเดิม.
เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับดวงวันนี้ แต่ดวงของผมวันนี้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าตอนนี้มันถึงเวลารับประทารอาหารกลางวันแล้วล่ะครับ ผมคงต้องไปจัดการอาหารบนโต๊ะก่อนล่ะกันครับ สวัสดีครับทุกท่าน
credit : news.sodazaa.cc
สูตรง่ายๆช่วยพัฒนาสมอง

“คิดบวก-ทำต่าง-กินถูก” สูตรง่ายๆ ช่วยพัฒนาสมอง
ชีวิตที่เร่ง รีบในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนที่ต้องตื่นแต่ไก่โห่ ตะเกียกตะกายฝ่ารถไปให้ถึงทันโรงเรียนเข้า หรือจะเป็นชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานตาม Office Hour แต่เช้าจดเย็น ไม่มีเวลาหายใจหายคอ หนักๆ เข้าบางครั้งหลายคนอาจรู้สึกว่าสมองล้า เหนื่อย เครียด พาลจะทำให้จำอะไรไม่แม่น ลืมนั่นลืมนี่ จนวิตกกังวลว่าตัวเองเริ่มจะป่วยด้วยโรค “อัลไซเมอร์” ถึงขั้นต้องไปพบแพทย์เสียเงินเสียทอง แต่จริงๆ แล้ว ทริกการเสริมศักยภาพความจำและสมองง่ายๆ ทำได้กันทุกคน!
นพ.มัยธัช สามเสน ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำวิธีการพัฒนาศักยภาพความจำและสมองแบบง่ายๆ ด้วยคำเพียง 4 คำ คือ “คิดบวก” และ “ทำต่าง”
“คิดบวก” ของคุณหมอมัยธัช เจ้าตัวอธิบายด้วยเสียงหัวเราะอย่างเป็นกันเองว่า ที่ก่อนหน้านี้มีโฆษณาเครื่องสำอางตัวหนึ่งที่มีสปอตสั้นๆ แต่ฮิตติดปากสาวๆ ไปทั้งบ้านทั้งเมืองว่า “คิดบวก ทำให้ผู้หญิงสวยขึ้น” นั้น ไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงเลย และที่สำคัญก็คือ นอกจากการ “คิดบวก” จะทำให้คุณสาวๆ สวยขึ้นแล้ว ยังทำให้ระบบสมองและความจำดีขึ้นอีกต่างหาก
“สมอง เป็นอวัยวะที่เราต้องใช้ตลอดเวลา ในส่วนของความจำนั้น เมื่อก่อนอาจจะมีที่บอกแบ่งชัดว่าสมองส่วนไหนจำอะไร แต่จริงๆ แล้วในงานวิจัยระยะหลังๆ เราพบว่า สมองส่วนการจำนั้นไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าอยู่ซีกไหน ตรงไหนแน่ชัด แต่การทำงานด้านความจำของสมองที่เราพบ ก็คือมันทำงานรวมๆ กันไป กับส่วนอื่นๆ อย่างอารมณ์นี่ก็เป็นเรื่องความจำนะ เราเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ในสถานการณ์ใด เพราะเราเรียนรู้จากความจำจากประสบการณ์ที่เราเคยพบ อย่างคนที่หงุดหงิดง่ายก็จะจำได้ว่า ในสถานการณ์ที่มีตัวกระตุ้นแบบนี้เขาจะหงุดหงิด ตรงข้ามกับผู้ที่คุมอารมณ์ได้ดี เขาก็จะเรียนรู้การควบคุมอารมณ์จากความจำว่าในสถานการณ์ที่เขาโดนกระตุ้นจาก สิ่งเร้าเช่นนี้ เขาควรจะคุมอารมณ์แบบไหน”
“แต่ ที่แน่ๆ ก็คือ การคิดบวกหรือการมองอะไรในแง่ดี จะทำให้สมองและศักยภาพความจำมันพัฒนา เพราะความสุขจากการคิดบวก มองโลกแง่ดี มองผู้อื่นในแง่ดี มองโลกสดใสมันเป็นความสุข เป็นรางวัลภายในที่จะทำให้สมองปีติอิ่มสุข และทำงานได้ดี”
ส่วน “ทำต่าง” ตามตำราของ นพ.มัยธัช นั้น ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากจะคิดบวกให้จิตใจเป็นสุขเป็นรางวัลแก่สมองแล้ว การกระตุ้นให้สมองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ก็เป็นทริกในการพัฒนาระบบความจำแบบหนึ่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลองเปลี่ยนมือที่เขียนหนังสือจากมือขวามาเป็นมือซ้าย การเปลี่ยนมือจับช้อนจากมือขวามาเป็นมือซ้าย หรือจะเป็นการทำในทักษะที่ไม่เคยทำ เช่น ไม่เคยวาดรูปก็หัดวาดรูป ไม่เคยร้องเพลงก็หัดร้องเพลง ไม่เคยเต้นรำก็หัดเต้นรำ หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดเช่น เล่นหมากกระดานจำพวกหมากรุก หมากฮอส หรือปริศนาอักษรไขว้ ครอสเวิร์ด
“กระทั่ง ไพ่ก็ช่วยให้เราพัฒนาความจำได้ครับ แต่ต้องมีข้อแม้ว่าห้ามมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ อีกอย่างคือ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ไม่ใช่ของที่ไม่ดีเสมอไป การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ของเด็กหรือแม้กระทั่งในผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเล่นแล้วไป หัดเล่น ในช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดีไม่มากไป และเนื้อหาเกมไม่รุนแรงก้าวร้าว ก็ถือเป็นการกระตุ้นสมองให้มีการใช้สมองมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองและศักยภาพของระบบความจำด้วยครับ”
ถึง ตรงนี้ คนเมืองกรุงจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องใช้เวลาในการฝ่าการจราจรไป-กลับระหว่าง ที่พักและที่ทำงาน วันหนึ่งๆ ก็หลายชั่วโมง อาจจะเริ่มรู้สึกว่ากลเม็ดเคล็ดไม่ลับการพัฒนาสมองและศักยภาพความจำของคุณ หมอดูจะไม่ยากจนเกินไปนัก อาจจะสงสัยว่าเวลาที่สูญเสียไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ในการเดินทางนั้น สามารถทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับสมองได้บ้างหรือไม่
“ถ้า ไม่เวียนหัวผมแนะนำให้อ่านหนังสือนะถ้าอ่านได้ แต่ถ้าตาลายก็ลองฟังเพลงหรืออัดบทบรรยายเรื่องที่เราสนใจ มาเสียบหูฟังระหว่างเดินทางก็ได้ครับ ทำให้สมองเราได้ทำงานเหมือนกัน”นพ.มัยธัช แนะนำ
ในขณะที่ สง่า ดามาพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 อุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย อธิบายถึงการเสริมศักยภาพของสมองและความจำ ในมิติของการรับประทานอาหารว่า ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าคนจะฉลาดหรือมีระบบเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ว่าจะเพิ่งพัฒนาได้ในวัยเรียน หากแต่เริ่มพัฒนาตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลกเลยด้วยซ้ำไป!
“ตอน ลูกเกิดอยู่ในท้องแม่ อายุครรภ์ได้ 6 เดือนก็เริ่มที่จะพัฒนาสมองและการเรียนรู้ได้แล้ว ช่วงทองของการพัฒนาระบบประสาทและสมองจะอยู่ในช่วงอายุครรภ์ 6 เดือน จนกระทั่งเกิดเป็นทารก และมีอายุครบ 3 ขวบ ช่วงนี้เซลล์สมองเซลล์ประสาทจะเติบโตได้ดีที่สุด ซึ่งการพัฒนาระบบสมอง ความจำ การรับรู้ และการเรียนรู้นั้น นอกจากการกระตุ้นด้วยสัมผัสรักการโอบกอดจากพ่อแม่ การเล่านิทานหรือร้องเพลงให้ฟัง และการใช้ของเล่นกระตุ้นสมองต่างๆ แล้ว การกินก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน”
โภชนากร ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ในช่วงวัยทองดังกล่าว เซลล์สมองและเส้นใยประสาทจะเติบโตมากที่สุด หากได้รับอาหารที่ดี จะช่วยในการสนับสนุนให้ใยประสาทเหล่านี้สานกันแน่นขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบประสาทและความจำ
“คนเรา จะพัฒนาเซลล์สมองและใยประสาทได้ไปจนอายุประมาณ 18-20 ปี หลังจากนี้จะพัฒนาได้น้อยลง น้อยมาก หรืออาจจะพัฒนาไม่ได้เลย คนเป็นพ่อเป็นแม่สามารถพัฒนาสมองลูกได้ตั้งแต่ลูกยังไม่ลืมตาดูโลก โดยตั้งแต่ในครรภ์ แม่ที่ตั้งครรภ์หากปรับการรับประทานอาหารให้ดี ลูกก็สามารถเริ่มพัฒนาได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยทีเดียว”
สง่า กล่าวถึงอาหารประเภทหลักที่จำเป็นต้องรับประทานให้ได้ทุกวัน ก็คือ อาหารหลัก 5 หมู่ อันเป็นพื้นฐานของสุขลักษณะในการรับประทานอาหารนั่นเอง
“ต้อง กินให้ครบ 5 หมู่ก่อน และต้องกินอย่างเพียงพอที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับเพื่อนำไปใช้ เริ่มจากโปรตีน ก็ต้องเป็นโปรตีนดีมีคุณภาพ ต่อมาก็คือ คาร์โบไฮเดรต ที่ร่างกายจะนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน สาม คือ วิตามิน สี่ คือ แร่ธาตุ และห้า คือ ไขมัน 5 หมู่หลักต้องกินให้ครบทุกวัน ส่วนที่เสริมเข้ามาหลักๆ ก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า3 ที่จะช่วยในการพัฒนาของสมอง ความจำ ซึ่งจะพบมากในปลาทะเล ในปลาน้ำจืดก็มี แต่ไม่เท่ากับปลาทะเล ควรรับประทานปลาที่มีโอเมก้า3 สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ซึ่งนอกจากโอเมก้า 3 แล้วปลายังให้โปรตีนอีกด้วย แต่ก็มีโปรตีนดีอื่นๆ อีก เราไม่ควรจะกินโปรตีนซ้ำๆ ซากๆ คือ โปรตีนจากปลาเป็นโปรตีนดี ย่อยง่าย แต่เราก็ควรกินสลับกับโปรตีนอื่นๆ บ้าง เช่นจากไก่ หมู หรือโปรตีนจากพืชจำพวกถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ ก็จะช่วยพัฒนาสมองให้ดีขึ้น”
นอกจาก นี้ อุปนายกสมาคมโภชนาการยังพูดถึงสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาความจำและเซลล์ สมองต่อไปอีกว่า ยังมีแร่ธาตุสำคัญ คือ ไอโอดีน และธาตุเหล็กที่จะช่วยให้การทำงานของระบบความจำและสมองเป็นปกติ โดยไอโอดีนจะพบในอาหารทะเลและเกลือเสริมไอโอดีน โดยแนะให้สตรีมีครรภ์ปรับการรับประทานอาหารจากใช้เกลือธรรมดา เป็นเกลือเสริมไอโอดีนเพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับไอโอดีนแต่เนิ่นๆ รวมทั้งควรรับประทานอาหารทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
“ส่วน ธาตุเหล็กนั้นสำคัญไม่แพ้กัน หากเด็กได้รับไม่พอจะทำให้เซื่องซึม มีการพัฒนาของสมองและความจำช้าลง เหล็กจะมีมากในตับสัตว์ เลือด และผักใบเขียว นอกจากนี้ ที่สำคัญ อีกตัวหนึ่ง คือ วิตามิน บี12 ซึ่งจะมีมากในเนื้อสัตว์ นม และไข่ แต่จะพบในผักน้อยมาก วิตามินตัวนี้เราจะพบว่า คนที่รับประทานเจหรือทานมังสวิรัติจะขาดมาก บี12นี้เป็นวิตามินที่สำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทรวมถึงการสร้างเม็ด เลือดแดง”
สง่า ทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่ง ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่คนยุคใหม่หลงลืมไปคือการใส่ใจกับอาหารที่เป็น อาหารจริงๆ และเชื่อว่าอาหารที่ดีมีประโยชน์ทุกๆ มื้อที่กล่าวมาข้างต้นจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพความจำและสมองที่ดี มากกว่าอาหารเสริมประเภทซุปไก่สกัดหรืออาหารเสริมเป็นเม็ดเป็นกระปุกที่นิยม ซื้อหามารับประทานด้วยความเข้าใจผิด
credit : enn.co.th
สรุปตลาดแข้งผู้ดียอดเงินลดฮวบจากปีก่อน

รายงานสรุปผลยอดรวมเม็ดเงินที่ทีมใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ถลุงในตลาดนักเตะประจำปีนี้ ลดลงจากเดิมมาก เหตุทุกทีมต่างก็รัดเข็มขัดระวังเรื่องการใช้จ่ายอย่างดี ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
สโมสรใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใช้จ่ายเงินไปทิ้งสิ้น 119 ล้านปอนด์ (6,664 ล้านบาท) น้อยลงกว่าเม็ดเงินที่ทุกทีมใช้จ่ายรวมกันในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเปิดทำ การในช่วงซัมเมอร์ปีก่อน ตามข่าวจากรายงานเกี่ยวกับการทำสัญญาซื้อ-ขายนักเตะ เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา
เจฟฟ์ เมเชอร์ หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบทุจริตในวงการกีฬาของบริษัท เคพีเอ็มจี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าว “รอยเตอร์ส” ว่าสโมสรมียอดรวมการใช้จ่ายเงินลดลงจาก 210 ล้านปอนด์ (11,760 ล้านบาท) ในปี 2008 ถึง 81 ล้านปอนด์ (4,536 ล้านบาท) ในปีนี้ ก่อนเส้นตายปิดตลาดนักเตะ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
เมเชอร์ กล่าวว่า “มีหลายเหตุผลด้วยกัน แต่มันไม่ใช่แค่สถานการณ์ด้านการเงินโลกเพียงอย่างเดียว สโมสรฟุตบอลมีอำนาจมาก เป็นธุรกิจอิสระ แต่นอกเหนือจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ และ เรอัล มาดริด ในทวีปยุโรปแล้ว สโมสรส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินกันน้อยมากเท่าที่ทีมอังกฤษเป็นกังวล มันมีหลายเหตุผลด้วยกัน”
“รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินปอนด์กับเงิน สกุลยูโร และมาตรการภาษีในอังกฤษ แม้คุณจะเป็นนักเตะได้รับค่าเหนื่อย 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ประเด็นเหล่านั้นมันก็กระทบได้ทั้งนั้นว่าคุณจะมาเล่นที่อังกฤษหรือในยุโรป ดี ดาวดังบางคนจึงตัดสินใจเล่นในยุโรปดีกว่า โดยรวมสโมสรต่างๆ ระมัดระวังด้านการเงินอย่างยิ่ง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในเวลานี้”
“การที่ไม่ค่อยมีนักเตะดาวดังย้ายมาเล่นในอังกฤษอาจดู แปลกๆ ไป เมื่อดูจากความสำเร็จของทีมจากอังกฤษในเวทียุโรปช่วงที่ผ่านมา เมื่อ 3 จาก 4 ทีมในรอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ช่วง 3 ปีหลังสุด คือทีมจากอังกฤษทั้งหมด แต่เหตุผลคือเรื่องเงินตัวเดียวเท่านั้น”
พร้อมกันนี้ เมเชอร์ ชี้ว่า การที่หลายๆ สโมสรใน พรีเมียร์ลีก ประสบปัญหาอย่างหนักในการดึงดูดใจหรือรั้งตัวผู้เล่นดาวดังไว้กับทีมต่อไป นั้น สะท้อนถึงแรงดึงดูดของ ลา ลีกา สเปน ที่มีต่อตัวนักเตะได้เป็นอย่างดี
credit : siamsport.co.th