บ้านนกขมิ้น

สิงหาคม 25, 2010 at 12:17 pm (ทั่วไป, ท่องเที่ยว, บทความของฉัน) (, , )

22/08/53


ตอนเย็นวันอาทิตย์วันหนึ่ง

ผมได้มีโอกาสไปที่สถานที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้มาสถานที่แบบนี้  ที่ที่ผมพูดถึงนี้ก็คือบ้านเด็กกำพร้าครับ  บ้านหลังนี้มีชื่อว่า  ”  มูลนิธิบ้านนกขมิ้น  ”


ช่วงที่ผมไปถึงนั้นก็มีฝนตกโปรยปรายลงมาเล็กน้อย  แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องฝนตกสักเท่าไหร่นัก  ทันทีที่ผมลงจากรถพร้อมกับรุ่นน้องที่ ร.ร. เก่า ( ซึ่งเป็นคนชักชวนผมมา )

ผมบอกได้เลยว่าผมไม่เคยได้มาสัมผัสบรรยากาศอะไรอย่างนี้มาก่อน  ภาพแรกที่เห็นมันก็มองดูคล้ายๆกับโรงเรียนเตรียมอนุบาล  ที่จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ความรู้สึกมันค่อนข้างว่างเปล่า  เหมือนกับแก้วที่แตกร้าวใบหนึ่ง  ไม่ว่าจะเติมน้ำเข้าไปสักเท่าไหร่  น้ำก็จะไหลซึมออกทางรอยร้าวอยู่ดี  มันก็เลยทำให้ผมได้เข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเด็กกำพร้ามากขึ้น





ในวันนั้นเราไปกันหลายคนครับ  ไปเล่นกับน้องๆ  ไปเลี้ยงข้าวเลี้ยงอาหาร  และซื้อข้าวของเครื่องใช้ไปบริจาคให้  แต่ผมคิดว่าสิ่งของนอกกายก็ยังเทียบไม่ได้กับความรักที่ทุกๆคนในบ้านเด็กกำพร้า  ต้องการมากกว่าสิ่งใด




เด็กๆที่บ้านพวกเค้าก็ดูมีความสุขดี  แต่เวลาคุณมองเข้าไปในดวงตาของเด็กๆเหล่านั้น  คุณจะรู้สึกได้เลยว่า  มันยังมีความว่างเปล่า  เปลี่ยวเหงา  และโหยหา  อาจเป็นเพราะพวกเขาเคยถูกทอดทิ้งมา  การได้รับความรักความดูแลจากคนอื่นๆ  ที่ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ  อาจจะยังไม่เพียงพอ  ซึ่งผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่จะทำใจรับได้  หากต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า  เพียงแค่เกิดมาหน้าตาพ่อแม่ก็ยังไม่เคยเห็น  บางคนก็อาจจะเกิดคำถามในใจ  ว่าพวกเค้านั้นทำผิดอะไร  ทำไมถึงไม่มีพ่อแม่อย่างใครๆ  เวลาวันพ่อวันแม่ก็ไม่รู้จะไหว้ใคร  เวลาอยู่ที่ ร.ร.ก็เลยกลายเป็นปมด้อยในสังคม  อาจจะถูกเพื่อนๆล้อ  มันก็เหมือนเป็นการตอกย้ำไปในตัว  เด็กกำพร้าที่โชคดี  มีมูลนิธิคอยดูแล  ก็ยังถือว่าดีกว่าเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครเหลียวแล  อดมื้อกินมื้อ  เร่ร่อนไปเรื่อยๆ  ไม่มีที่ซุกหัวนอน  ใช้ชีวิตอย่างอ้างว้าง  โดดเดี่ยว  เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก  ถ้าไม่ดิ้นรนก็ต้องอดตายอยู่ข้างถนน


ก่อนที่พวกเราจะกลับบ้านกัน  น้องๆที่บ้านนกขมิ้น  ก็ได้ร้องเพลงเพลงหนึ่ง  ซึ่งบทเพลงนี้ผมเชื่อว่าถ้าใครได้ฟังน้องๆร้องในเวลานั้น ผมรับรองครับว่า  เมื่อคุณกลับบ้านไปคุณจะรู้สึกรักพ่อแม่ของคุณมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ


เพลง บ้านนกขมิ้น

ขับร้อง : น้องๆบ้านนกขมิ้น


เนื้อเพลง


ฉันรู้พ่อแม่  รักกันชอบกัน


เลยคิดปลงใจ  อยู่กินด้วยกัน


มีฉันขึ้นมา  เป็นคนเช่นคน


อยู่บนแผ่นดิน  แผ่นดินของไทย


แต่ฉันยังมี  บางสิ่งในใจ


อยากรู้ทำไม  ถึงมีเรื่องร้าย


ผลักโหนลงมา  รังนอนปลิวไป


ต่างคนแยกไป คนล่ะทิศทาง


ฉันไม่เข้าใจ  ทำไมถึงเป็นแบบนี้


ฉันร่วงลงดิน  เพราะฉันไม่มีปีกบิน


อนิจจา  ฉันต้องตะเกียกตะกาย  ลุกยืน


ฝืนทนเดินไป  ไม่มีจุดหมาย


ระเหเร่ร่อน  ทุกหนทุกแห่ง


ไม่มีบ้านนอน  ไม่มีข้าวแกง


อาหารดีดี  เสื้อผ้าแพงแพง


สิ้นแสงตะวัน  หลับบนสะพาน


อยากมีพ่อแม่  เหมือนคนทั่วไป


มาคอยพัดวี  โอบกอดเอาใจ


แต่ฉันลืมตา  ก็ต้องเดียวดาย


โธ่เอยชีวิต  เลือกเกิดไม่ได้


ฉันไม่เข้าใจ  ทำไมถึงเป็นแบบนี้


ฉันล่วงลงดิน  เพราะฉันไม่มีปีกบิน


อนิจจา  ฉันต้องตะเกียกตะกาย  ลุกยืน


ฝืนทนเดินไป  ไม่มีจุดหมาย


นกขมิ้นเอย  ฉันเพิ่งเข้าใจเธอ


เธอกับฉันไม่ต่างกัน  เราไม่ต่างกัน


เธอกับฉันเป็นเพื่อนกัน  เราเป็นเพื่อนกัน


เพียงเธอนั้นบินอยู่บนฟ้า ตัวฉันเดินอยู่บนดิน


สุดแสนดีใจ  ที่ยังมีคน


มาสนใจกัน  ด้วยความห่วงใย


นำฉันเข้ามา  พบชีวิตใหม่


อยากร้องจากใจ  ขอบคุณจริงๆ


ฉันไม่จำเป็น  ต้องมาเร่ร่อนต่อไป


มีบ้านกินนอน  ให้ฉันมีความอุ่นใจ


และทุกวัน  ก็ได้เล่าเรียนศึกษา  วิชา


ไม่ต้อง  มาเป็นคนโง่อีกต่อไป


ขอบคุณ  จากใจ  ขอบคุณทุกๆคน


สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะบอกว่าการที่เรามีพ่อแม่  อยู่พร้อมหน้าพร้อมตานั้น  เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดแล้ว  เพราะความรักความผูกพันที่มากที่สุดนั้น  ไม่ได้มาจากเงินทองหรือคนรักของเราเลย  มันเทียบไม่ได้เลยสักนิด  กับความรักที่ไร้ข้อแม้ของพ่อและแม่


”  การดูแลเอาใจใส่อย่างทั่วถึง  เป็นสิ่งที่ดี  ที่คุณจะให้ความรัก  ความเข้าใจ  และมอบโอกาสให้กับเด็กๆเหล่านี้  “

มูลนิธิบ้านนกขมิ้น


รายละเอียดของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น

https://sunshin.wordpress.com/2010/08/24/มูลนิธิบ้านนกขมิ้น/

credit : มูลนิธิบ้านนกขมิ้น , คุณแม่น้องกิ๊งและรุ่นน้องทั้งหลาย , www.youtube.com

Permalink 18 ความเห็น

มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

สิงหาคม 24, 2010 at 12:49 pm (ทั่วไป, เรื่องการศึกษา) (, , )

“ความบอบช้ำทางร่างกายของพวกเขา ยังไม่ทารุณเท่าจิตใจที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว”

บ้านนกขมิ้น


“ความรัก” เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ใฝ่หา และอยากได้รับจากคนรอบกาย  ไม่เกี่ยงว่าจะรวยหรือจน  ถ้าเกิดมาแล้วมีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ก็ล้วนต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่ ไม่จำเป็นจะต้องมีเงินทองมากมาย ขอให้ความรักนั้น ออกมาจากใจก็พอ


แต่ความรักนั้น ไม่ได้มีแต่สิ่งที่สวยงามเสมอไป อาจเป็นเพราะว่า มีปัญหาต่างๆ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อเวลามันล่วงเลยผ่านไป  จึงไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร  อาจจะเดินหนีไปเฉยๆ  หรือโยนมันทิ้งไปให้เป็นภาระคนอื่น  ซึ่งความรักเหล่านี้  มักจะมีความบอบช้ำจากอดีตที่ผ่านมา  จึงต้องการที่พักพิง  ซึ่งจะช่วยดูแล ปลอบโยน และให้ความรัก คอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด  จึงจะช่วยให้แผลในอดีตที่ผ่านมา หายดีได้  ถึงจะไม่หายสนิท  แต่อย่างน้อย  มันก็ช่วยบั่นทอนความเจ็บปวดให้ลดน้อยลงไป


ประวัติมูลนิธิบ้านนกขมิ้น


ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2532 โดย MR.Erwin Groebli ซึ่งเป็นมิชชั่นนารีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ได้เช่าห้องพักให้กับเด็กเร่ร่อนกลุ่มหนึ่งในย่านรามคำแหง  เพื่อใเห้เป็นที่พักผ่อนหลับนอน  ต่อมาเด็กๆเหล่านั้นก็ได้ชักชวนเพื่อนๆเด็กเร่ร่อนด้วยกันมาอยู่เพิ่มมากขึ้น  จำเป็นต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมให้กับเด็กๆเหล่านี้  จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านนกขมิ้นและดำเนินการมากระทั่งปัจจุบันนี้


การดูแลเด็กๆของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น  เด็กๆไม่ได้อยู่รวมกันหลายๆคนในอาคารเดียวกันไม่มีโรงเรียนภายในมูลนิธิ  แต่การดูแลของมูลนิธิบ้านนกขมิ้นนั้นจะจำลองครอบครัวใหม่ให้กับเด็ก  โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นคู่สามีภรรยากันทำหน้าที่เป็นพ่อแม่และลูกๆ  เป็นครอบครัวใหญ่  เด็กๆทุกคนจะได้รับการศึกษาจากโรงเรียน  มีความรับผิดชอบช่วยเหลืองานบ้านตามที่พ่อแม่มอบหมาย  และอยู่ในบ้านที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา  ทางด้านพฤติกรรมและจิตใจ  พวกเขาจะได้เรียนรู้ที่จะให้แล้วรับความรักจากผู้อื่น  รู้จักคุณค่าของตัวเอง  รู้จักให้เกียรติผู้อื่น  เด็กเหล่านี้จะได้รับการฝึกฝนให้มีระเบียบวินัย  มีความรับผิดชอบโดยการทำงานร่วมกัน  ได้รับการเกื้อหนุนและแนะนำเพื่อให้มีความคิดที่ถูกต้องรวมถึงการฝึกฝนอาชีพตามความถนัด  เพื่อที่จะสามารถกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและเป็นประโยชน์แก่สังคม


ที่อยู่บ้านนกขมิ้น


89 ซ.เสรีไทย17 ถนนเสรีไทย(สุขาภิบาล2) แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240


โทร : 02-375-6497


Email : baannokkamin@hotmail.com


http://www.baannokamin.in.th/  หรือ  http://www.bnk.or.th


แผนที่มูลนิธิบ้านนกขมิ้น


ร่วมบริจาคได้ที่


บัญชีออมทรัพย์ : มูลนิธิบ้านนกขมิ้น


ธนาคารกรุงเทพ สาขาลาดพร้าว :129-5-21931-3


ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยบางกะปิ :732-2-87770-0


ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยบางกะปิ :762-0-05459-6


ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำนักงานรัชโยธิน :111-2-90356-4


หรือจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆก็ได้


ขอขอบคุณทุกๆคนที่ร่วมเ็ป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม


credit : มูลนิธิบ้านนกขมิ้น , คุณแม่น้องกิ๊งและรุ่นน้องทั้งหลาย

Permalink 2 ความเห็น

ใครว่าอาการ”ซึมเศร้า”เป็นเรื่องจิ๊บๆ

กันยายน 3, 2009 at 9:47 pm (ทั่วไป) (, )

ณ ปัจจุบัน ชีวิตที่มีแต่ความเคร่งเครียด ทำงานทั้งวัน มีแต่งาน งาน งานแล้วก็งาน อาจทำให้คนหลายๆคนเกิดอาการเบื่อหรือซึมเศร้า คนส่วนมากมักจะมองข้ามโรคซึมเศร้า เพราะคิดว่ามันคงจะไม่ร้ายแรงมากมายอะไร ผมจึงอยากแนะนำให้ลองอ่านเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ดูครับ

โรคซึมเศร้า คือ ความเจ็บป่วยทางจิตเวชซึ่งเกิดความผิดปกติของสมอง ส่งผลกระทบต่อความนึกคิดอารมณ์ ความรู้กสึก พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพร่างกาย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคซึมเศร้าหายเองได้ แต่ความจริงต้องอาศัยการบำบัดรักษาทางจิตเวชอย่างจริงจัง

“โรคซึม เศร้าส่งผลร้ายต่อตนเองและครอบครัว ดังนั้น หากสงสัยว่าคุณหรือคนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคนี้ ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง”

โรคซึมเศร้ามีแบบไหนบ้าง
โรค ซึมเศร้าทั่วไป แสดงอาการเบื่อ ท้อแท้ และเศร้าสลดอย่างมากนานเกิน 2 สัปดาห์
สาเหตุ : มีเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง การสูญเสีย หรือผิดหวัง ความเครียดสะสมยาวนาน อาจมีอาการทางจิต เช่น หวาดระแวง และหูแว่ว การเปลี่ยนแปลงตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักมีอาการขี้บ่นจุกจิก

โรคซึมเศร้าเรื้องรัง รุนแรงน้อยกว่ากรณีแรก แต่เป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 ปี และมักนานกว่า 5 ปี
สาเหตุ : ทุกข์ใจมายาวนาน แม้จัดการได้ระดับหนึ่ง แต่ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่มีความสุขมาเป็นเวลาหลายปี ลงเอยด้วยการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแบบชัดเจน

โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ ดิสออเดอร์ มีอารมณ์เซ็ง ซึมเศร้า สลับกับร่าเริงผิดปกติ (mania) ในหนึ่งปีอาจมีอาการนี้หลายครั้ง มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายหรือตัดสินใจผิดๆ และอาจคิดฆ่าตัวตาย

อาการเด่นของโรคซึมเศร้า
หมด ความสนใจในกิจกรรมประจำวัน ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่เคยทำอย่างสนุกสนาน และมีอารมณ์เซ็ง เศร้า หมดที่พึ่ง หมดหวัง อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้

ระวัง!! หากคุณมีอาการแบบนี้ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์

1. นอนมากเกินไป หรือนอนไม่หลับ ตื่นเช้าผิดปกติหงุดหงิดกังวล
2. น้ำหนักลดหรือเพิ่ม กว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวปกติ
3. หงุดหงิด โมโหง่าย ขี้รำคาญ หรือทำอะไรช้าลง
4. อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีพลังในการทำงาน ดูเหมือนคนเกียจคร้าน
5. ขาดความมั่นใจในตนเอง
6. คิดถึงแต่เรื่องตาย หรือมีความคิดทำร้ายตนเองแวบขึ้นมาอยู่บ่อยๆ
7. ขาดสมาธิในการคิด จนตัดสินใจหรือจำอะไรไม่ได้ มักบ่นว่ามีปัญหาเรื่องความจำ
8. สูญเสียความรู้สึกทางเพศ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีปัญหานี้มาก่อน

มาลดความเครียดกันเถอะ
1.ออกกำลังกาย
2.ไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ช่วยให้เพลินจนลืมความกังวลได้
3.ฟังเพลงเนื้อหาดีๆ ปลดปล่อยความกังวล

ได้อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างล่ะครับ (ผมเคยเป็นอยู่เหมือนกันนะเนี่ยแต่ไม่นาน) เรื่องใกล้ตัวแบบนี้ไม่ควรจะมองข้ามไปนะครับ ยิ่งคนใกล้ตัวเราด้วยแล้ว ถ้าเกิดมีอาการในลักษณะแบบนี้ ก็ควรจะดูแลเอาใจใส่เขาให้มากขึ้น อย่างน้อยเขาจะได้มีที่พึ่ง ไม่คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ใครที่ได้อ่านก็ขอให้คิดซะว่าอย่างน้อยก็ยังมีผมที่คอยนำสะระความรู้มาให้ได้อ่าน และคอยพูดคุยอยู่เสมอๆนะครับ

credit : thairath.co.th

Permalink 1 ความเห็น

วันสารทจีน(ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ.2552

กันยายน 3, 2009 at 11:51 am (ทั่วไป) (, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , )

วันนี้ก็ถือเป็นวันมงคลอีกหนึ่งวันของชาวไทยเชื้อสายจีนนะครับ นั่นก็คือวันสารทจีนนั่นเอง ผมคิดว่าคงมีหลายๆคนที่ไม่เคยรู้ถึงประวัติของวันสารทจีนมาก่อน แต่ที่บ้านก็ได้ไหว้กันทุกปี ปกติเราก็จะรู้แค่ว่าเราต้องไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ภูตผีปีศาจทั้งหลายทั้งปวง ผมเลยจะนำประวัติที่ได้รวบรวมมา นำมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันอย่างคร่าวๆครับ

วันสารทจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2552 (ปกติเขาจะไหว้กันเดือน7นะครับ) ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังเป็นเวลาที่ประตูนรกเปิดให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์ชาวจีนจะมีการเซ่นไหว้ด้วยของไหว้หลากความหมาย ที่ปฏิบัติสืบกันมาเนิ่นนานในเทศกาลสารทจีน

ประวัติความเป็นมาเทศกาลสารทจีน

สารทจีน เป็นเทศกาลสำคัญทั้งของลัทธิขงจื๊อ พุทธศาสนา ศาสนาเต๋า และชาวบ้าน ในอดีตเป็นเทศกาลใหญ่มาก แต่ปัจจุบันลดความสำคัญลง นอกจากในวัดพุทธและวัดเต๋าแล้ว แพร่หลายอยู่ในหมู่ชาวบ้านจีนภาคใต้ ตั้งแต่มณฑลหูเป่ย อานฮุย เจ้อเจียง ลงมาจนถึงกวางตุ้ง กวางสี ยูนนาน ในหมู่ชาวจีนแคะ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และไหหลำ ยังคงเป็นเทศกาลใหญ่ เป็น ๑ ใน ๘ เทศกาลสำคัญประจำปีของจีนแต้จิ๋ว ในไทยสารทจีนเป็นเทศกาลจีนสำคัญอันดับ ๒ รองจากตรุษจีนเท่านั้น

เทศกาลนี้มีชื่อเป็นทางการว่า “จงหยวนเจี๋ย” แต้จิ๋วว่า “ตงหง่วงโจ็ย” แต่ชื่อทั่วไปนิยมเรียกว่า แต้จิ๋วอ่านว่า “ชิกว็วยะปั่ว” แปลว่า “(เทศกาล) กลางเดือน ๗” นอกจากนี้ยังมีชื่อที่นิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “กุ่ยเจี๋ย ( กุ๋ยโจ็ย)” แปลว่า “เทศกาลผี” ชื่อทั้งสามนี้ถ้าคุยกับคนจีนภาคใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ทุกคนจะรู้จักดี แต่คนปักกิ่งจะไม่รู้จักเลย เพราะเทศกาลนี้ปัจจุบันชาวบ้านจีนภาคเหนือไม่ได้ทำแล้ว คงเหลือแต่ในวัดพุทธและเต๋าเท่านั้น

คำ “จงหยวน ” ที่เป็นชื่อเทศกาลนี้เป็นคนละคำกับ “จงหยวน ” ซึ่งหมายถึง “ดินแดนลุ่มแม่น้ำฮวงโหตอนกลางและตอนล่างอันเป็นศูนย์กลางอารยธรรมจีน” จงหยวนที่เป็นชื่อเทศกาลได้มาจากชื่อเทพประจำเทศกาลนี้ของศาสนาเต๋า

วันเทศกาลสารทจีนคือวันเทวสมภพของเทพจงหยวน จึงเรียกว่า “จงหยวนเจี๋ย” (ตงหง่วงโจ็ย) แปลว่า เทศกาลเทพจงหยวน ตรงกับวันกลางเดือน ๗ จึงเรียกว่า “ชีเย่ว์ปั้น” ( ชิกว็วยะปั่ว) หมายถึงเทศกาลกลางเดือน ๗ แต่เทศกาลนี้มีกิจกรรมเกี่ยวเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงสิ้นเดือน ๗ คือวัน ๑ ค่ำ เป็นวัน “เปิดยมโลก” ให้ผีทั้งหลายออกมารับการเซ่นสังเวย วัน ๑๕ ค่ำ เป็นวันไหว้ใหญ่ทั้งผีบรรพชนและผีไม่มีญาติ วันสิ้นเดือน ๗ (๓๐ ค่ำ หรือแรม ๑๕ ค่ำ) เป็นวัน “ปิดประตูยมโลก” ผีทั้งที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดต้องกลับเข้ายมโลก วันต้นเดือน สิ้นเดือน มีพิธีไหว้ด้วย และมีพิธีทิ้งกระจาดอุทิศส่วนกุศลให้เปตชนครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของเดือน ๗ อีกต่างหาก กิจกรรมทั้งหมดล้วนแต่เกี่ยวกับผี คนจีนจึงถือว่าเดือน ๗ เป็น “เดือนผี” และเทศกาลกลางเดือน ๗ คือ “เทศกาลผี” แต่ที่คนไทยเรียกสารทจีนเพราะวันนี้ใกล้กับวันสารทไทย อีกทั้งอยู่ในช่วงต้นฤดูสารทหรือชิวเทียน (Autumn) ของจีนอีกด้วย

เทศกาลจงหยวนมีที่มาจากประเพณีจีนโบราณ คือวันอุลลัมพนบูชาของพุทธศาสนาและความเชื่อของศาสนาเต๋ารวมกันอย่างกลมกลืน วัฒนธรรมประเพณีจีนโบราณเป็นที่มาของลัทธิขงจื๊อและคตินิยมพื้นฐานของคนจีน ตลอดมา ลัทธิขงจื๊อจึงเป็นศาสนาสำคัญที่สุดของจีนไปโดยปริยาย แต่ก็เข้ากันได้กับศาสนาพุทธและศาสนาเต๋าซึ่งเข้ามาแพร่หลายและเกิดขึ้นใน ภายหลัง จนในวิถีชีวิตคนจีนมีอิทธิพลของ ๓ ศาสนานี้อยู่คละเคล้ากันไป

เทพจงหยวน เทพประจำเทศกาลสารทจีน

เทพจงหยวนเป็นเทพประจำเทศกาลสารทจีน ชื่อเต็มว่า “จงหยวนต้าตี้-อธิบดีแห่งคืนเพ็ญกลาง” หรือ “ตี้กวนต้าตี้-ธรณิศมหาเสนาธิบดี” เรียกสั้นๆ ว่า “ตี้กวน-ธรณิศเสนา” มีหน้าที่ควบคุมดูแลเทพแห่งมหาบรรพตทั้งห้า (ของจีน) ภูเขาและแม่น้ำ เจ้าที่ประจำเมืองทุกเมือง เทพในเมืองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ตรวจดูโชคเคราะห์ของสรรพสัตว์ ตรวจบัญชีความดีความชั่วของมนุษย์ และหน้าที่สำคัญคือให้อภัยโทษแก่ผู้รู้ผิดกระทำพลีบูชาท่าน วัน15 ค่ำ เดือน 7ท่านจะลงมาตรวจบัญชีชั่วดีของมนุษย์แล้วประทานอภัยให้

นอกจากนี้ท่านยังต้องมาเป็นประธานดูแลการไหว้ผีไม่มีญาติ ซึ่งคนเป็นผู้ไหว้ โดยท่านจะไปเจรจากับ “ลี่” ราชาของผีพวกนี้ ให้ช่วยคุมดูแลบริวารไม่ให้ทำร้ายมนุษย์ ฉะนั้นผู้คนจึงกินเจ ทำพิธีเซ่นสรวงบูชาท่าน เซ่นไหว้บรรพชน เพื่อให้ท่านอภัยโทษให้ทั้งแก่ตนเองและวิญญาณบรรพชน ปัจจุบันในไต้หวันนิยมไหว้ท่านตั้งแต่ยามแรกของวัน 15 ค่ำ จีนแบ่งวันคืนออกเป็น 12 ยาม ยามละ 2 ชั่วโมง ยามแรกคือช่วง 5 ทุ่มถึงตี1 (23.00-01.00 น.) ยามแรกของวัน15 ค่ำ ก็คือช่วง23.00-01.00 น. ของคืนวัน14 ค่ำ เพราะจีนเริ่มวันใหม่ตอน 5 ทุ่ม ถ้าไม่ไหว้ตอน 5 ทุ่ม ก็มาไหว้ตอนเที่ยงวันของวัน 15 ค่ำ หลังจากไหว้บรรพบุรุษไปแล้ว ในจีนแต่ละถิ่นเวลาไหว้ต่างกัน บางถิ่นก็ไม่ได้ไหว้แล้ว ส่วนในไทยไม่ปรากฏมีพิธีไหว้เทพจงหยวนโดยเฉพาะ ประเพณีนิยมการไหว้ในวันเทศกาลจีนของไทยจะไหว้เจ้าและเทวดาทั้งหมดตอนเช้า อนึ่งคนจีนในไทยนับถือ “ตี่จู๋เอี๊ย” คือ “เจ้าที่” มาก มีศาลเล็กๆ ตั้งอยู่ในบ้านแทบทุกบ้าน ตี่จู๋เอี๊ยอยู่ใต้บังคับบัญชาของตี้กวน (ธรณิศเสนา) หรือเทพจงหยวน จึงถือได้ว่าเป็นตัวแทนของท่านประจำอยู่ทุกบ้าน การไหว้ตี่จู๋เอี๊ยจึงพออนุโลมแทนการไหว้เทพจงหยวนได้

ตำนานเทศกาลสารทจีน

ตำนานที่ 1

ตำนานนี้กล่าวไว้ว่าวันสารทจีนเป็นวันที่เซ็งฮีไต๋ตี๋ (ยมบาล) จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้ายจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนั้นเพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี้จึงต้องมีการเปิดประตูนรก นั่นเอง

ตำนานที่ 2

มีชายหนุ่มผู้หนึ่งมีนามว่า “มู่เหลียน” เป็นคนเคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ผิดกับมารดาที่เป็นคนใจบาปหยาบช้าไม่เคยเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์มีจริง ปีหนึ่งในช่วงเทศกาลกินเจนางเกิดความหมั่นไส้คนที่นุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ นางจึงให้มู่เหลียนไปเชิญผู้ถือศีลกินเจเหล่านั้นมากินอาหารที่บ้านโดยนางจะ ทำอาหารเลี้ยงหนึ่งมื้อ

ผู้ถือศีลกินเจต่างพลอยยินดีที่ทราบข่าวว่ามารดาของมู่ เหลียนเกิดศรัทธาในบุญกุศลครั้งนี้ จึงพากันมากินอาหารที่บ้านของมู่เหลียนแต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจนั้นมี น้ำมันหมูเจือปนอยู่ด้วย การกระทำของมารดามู่เหลียนนั้นถือว่าเป็นกรรมหนัก เมื่อตายไปจึงตกนรกอเวจีมหานรกขุมที่ 8 เป็นนรกขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

เมื่อมู่เหลียนคิดถึงมารดาก็ได้ถอดกายทิพย์ลงไปในนรกภูมิ จึงได้รู้ว่ามารดาของตนกำลังอดอยากจึงป้อนอาหารแก่มารดา แต่ได้ถูกบรรดาภูตผีที่อดอยากรุมแย่งไปกินหมดและเม็ดข้าวสุกที่ป้อนนั้นกลับ เป็นไฟเผาไหม้ริมฝีปากของมารดาจนพอง แต่ด้วยความกตัญญูและสงสารมารดาที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสมู่เหลียน ได้เข้าไปขอพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ท้าวมัจจุราช) ว่าตนของรับโทษแทนมารดา

แต่ก่อนที่มู่เหลียนจะถูกลงโทษด้วยการนำร่างลงไปต้มในกระทะ ทองแดง พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ได้ทัน โดยกล่าวว่ากรรมใดใครก่อก็ย่อมจะเป็นกรรมของผู้นั้นและพระพุทธเจ้าได้มอบ คัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ให้มู่เหลียนท่องเพื่อเรียกเซียนทุกทิศทุกทางมาช่วยผู้มีพระคุณให้หลุดพ้น จากการอดอยากและทุกข์ทรมานต่างๆ ได้ โดยที่มู่เหลียนจะต้องสวดคัมภีร์อิ๋ว หลันเผินและถวายอาหารทุกปีในเดือนที่ประตูนรกเปิดจึงจะสามารถช่วยมารดาของ เขาให้พ้นโทษได้

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวจีนจึงได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมากันโดยตลอดด้วยการเซ่นไหว้ โดยจะนำอาหารทั้งคาวหวาน และกระดาษเงินกระดาษทองไปวางไว้ที่หน้าบ้านหรือตามทางแยกที่ไม่ไกลนัก มีนัยว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของบรรดาวิญญาณเร่ร่อนที่กำลังจะผ่านมา ใกล้ที่พักของตน

การไหว้ในเทศกาลสารทจีน

การไหว้ในเทศกาลสารทจีนแบ่งออกเป็น 3 ชุด ดังนี้

1. ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่

จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมที่ไหว้ก็ขนมถ้วยฟู กุยช่าย ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของสารทจีนคือขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องแต้มจุดสีแดงไว้ตรงกลาง เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นศิริมงคล นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง

2. ชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษ

คล้ายของไหว้เจ้าที่พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียมต้องมีน้ำแกงหรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชาจัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ ขาดไม่ได้ก็คือขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้และกระดาษเงินกระดาษทอง

3. ชุดสำหรับไหว้วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ

วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ แปลว่า ไหว้พี่น้องที่ดี เป็นการสะท้อนความสุภาพและให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่าพี่น้องที่ดีของเรา โดยการไหว้จะไหว้นอกบ้านของไหว้จะมีทั้งของคาวหวานและผลไม้ตามต้องการและที่ พิเศษคือมีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้ ขนมที่ใช้ไหว้

ของไหว้ในเทศกาลสารทจีน

ในสมัยโบราณชาวจีนใช้ขนมไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า โหงวเปี้ย หรือเรียกชื่อเป็นชุดว่า ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี

* ปัง คือขนมทึงปัง เป็นขนมที่ทำมาจากน้ำตาล
* เปี้ย คือขนมหนึงเปี้ย คล้ายขนมไข่
* หมี่ คือขนมหมี่เท้า ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าข้างในไส้เต้าซา
* มั่ว คือขนมทึกกี่ เป็นขนมข้าวพองสีแดงตรงกลางมีไส้เป็นแผ่นบาง
* กี คือขนมทึงกี ทำเป็นชิ้นใหญ่ยาวเวลาจะกินต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนใช้ขนมเทียน ขนมเข่งในการไหว้ โดยหลักของที่ไหว้ก็จะมีของคาว 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ไก่ หมู เป็ด ไข่ หมึก ปลา เป็นต้น ของหวาน 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ขนมเทียน ขนมมัดไต้ ขนมถ้วยฟู หรือขนมสาลี่ปุยฝ้าย ขนมเปี๊ยะ ส้ม หรือผลไม้ตามใจชอบ

และทั้งหมดนี้ก็คือประวัติของวันสารทจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน สำหรับใครที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนในวันนี้ ก็คงกำลังวุ่นวายกับการเตรียมข้าวของเซ่นไหว้อยู่แน่เลย (บ้านผมเองก็เช่นกันครับ) ยังไงก็ขอให้ชาวไทยเชื้อสายจีนทุกท่าน รวมไปถึงผู้อ่านทุกท่านนะครับ เราเป็นคนไทยครับ วัฒนธรรมของเราคือการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นศาสนาอะไรหรือชาติไหนๆ เราก็ต้องเคารพญาติผู้ใหญ่เสมอครับ สิ่งศักดิ์ทั้งหลายที่เห็นๆอยู่ถึงจะไม่นับถือแต่ก็ไม่ควรลบหลู่ครับ สำหรับประวัติวันสารทจีนก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ ผมขอตัวไปรับประทานมื้อเที่ยงก่อนครับ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ

credit :panyathai.or.th

Permalink 1 ความเห็น

ดูดวงประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ.2552

กันยายน 3, 2009 at 11:14 am (ดูดวงประจำวัน) (, , )

สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ก็ถือเป็นวันมงคลอีกวันหนึ่งของชาวจีนนะครับ นั่นก็คือวันสารทจีนนั่นเอง แต่บังเอิญหัวข้อนี้ไม่ใช่เรื่องของวันสารทจีนครับ เป็นเรื่องของดวงประจำวังต่างหากล่ะ เอาเป็นว่าใครสนใจเดี๋ยวผมจะนำประวัติของวันสารทจีนมาให้ได้อ่านกันนะครับ ตอนนี้เราไปดูดวงกันดีกว่าครับ

ดวงของคนที่เกิดวันอาทิตย์

วันนี้ต้องสมใจหรือมีมาหาได้เกือบทุกด้านที่ปรารถนา ว่าแต่ว่าต้องไม่โลภหลายเกินบุญและวาสนาไป เดินทางสะดวกใจตนทั้งไปและกลับนั่นแล เรื่องของความรักระวังใจตนแอบรักเข้ากับคนมีเจ้าของอีกนั่น

ดวงของคนที่เกิดวันจันทร์

วันนี้สารพันปัญหามีเข้ามารุมเร้า ระวังจักเดือดร้อนเพราะพี่น้องและคนรอบข้าง เงินทองทางได้ก็ยังไหลเข้าออกลื่นมือดี ช่วงนี้ อาจเดินทางระยะสั้นบ่อย ความรักต้องหนักแน่นต่อกันให้มากไว้จึงรอดปลอดภัย

ดวงของคนที่เกิดวันอังคาร

วันนี้จำใจสานต่อเรื่องเก่า หรือปัญหาของผู้คนและต้นแบบนานาประการผ่านเข้ามาให้ต้องขบคิดหนัก เงินทองก็พร้อมจำใจควักออกจ่าย ต่อรองแต่ละอย่างต้องมีคนกลางจึงสะดวก คนรักและญาตก็ยังมีปัญหา

ดวงของคนที่เกิดวันพุธ

วันนี้ปัญหาด้วยปากเล่า กันมามักเป็นลมแล้งอย่างเดิมแหละหนา ช่วงนี้ทั้งเช้าสายบ่ายเย็นเจอแต่ปัญหาปวดขมอง เงินทองก็ยังคงเป็นตัวตั้งสำคัญ เอกสารสัญญาและเรื่องรักก็ยังไม่วายต้องคิดมากทุกด้านด้วย

ดวงของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี

วันนี้วาดหวังตั้งเป้า แต่ละอย่างก็ยังเสมือนพายเรือในอ่าง เส้นทางแนวใหม่ยังมีมาให้ได้ขบคิดและต้องเร่งตามติดเพื่อเห็นผล เดินทางแต่ละหนแห่งระวังป่วยไข้อันตรายมั่ง คนรักคู่ครองชอบหันหลังพูดด้วย

ดวงของคนที่เกิดวันศุกร์

วันนี้คงต้องอาศัยบุญเก่าค้ำชู หรือต้องใส่ใจกับเรื่องราวใหม่ มันเป็นประโยชน์ ข้างหน้าได้ง่าย กับใครบางคนกำลังเป็นต้นปัญหาให้ เกิดมรรคผลข้างด้วยดี กับคนรักและคู่ครองญาติพี่น้องบริวารกำลังเป็นช่วงสดใส

ดวงของคนที่เกิดวันเสาร์

วันนี้อาจเกิดการเข้าใจผิด หรือยังไม่วายต้องคิดมากกับหลายด้านมากมุมมอง เงินทองก็ต้องจำใจชักข้างหลังมาปะด้านหน้าไปพลางก่อนหนา ช่วงนี้อาจเดินทางทั้งจำเป็นจำใจบ่อย เรื่องรักก็ยังเช่นเดิม.

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับดวงวันนี้ แต่ดวงของผมวันนี้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าตอนนี้มันถึงเวลารับประทารอาหารกลางวันแล้วล่ะครับ ผมคงต้องไปจัดการอาหารบนโต๊ะก่อนล่ะกันครับ สวัสดีครับทุกท่าน

credit : news.sodazaa.cc

Permalink 2 ความเห็น

Next page »