สำหรับตากล้องส่องนกหรือนักผจญภัย

พฤษภาคม 3, 2009 at 5:06 pm (ท่องเที่ยว) (, , , )

เอาล่ะครับ ถ้าจะพูดถึงการท่องเที่ยวแล้วเนี่ย สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนั่นเองครับ ใช่แล้วครับเราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปนั่นเองครับ สมัยนี้นั้นกล้องถ่ายรูปดิจิตอลเป็นอุปกรณ์ที่เกือบจะทุกครัวเรือนในกรุงเทพมีกันหมดน่ะครับ การถ่ายรูปในสมัยนี้นั้นก็มีอยู่ด้วยกันมากมายเลยทีเดียวนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพวิว ภาพบุคคล หรือภาพอื่นๆทั่วๆไปต่างๆนาๆ สำหรับตอนนี้เก็บไว้ก่อนดีกว่านะครับ ใครที่มีข้อคิดเห็นหรือความรู้ทางด้านนี้ก็แวะมาให้ความรู้กันได้เลยนะครับ ส่วนผมจะคอยนำข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับกล้องมาให้ได้รับทราบโดยทั่วกันครับ

3 ความเห็น

  1. Vivivee said,

    มาตามคำเรียกร้องง

    ของพี่เหยา
    555+

    เจ๋งดีๆ

    สู้ๆน้ะ

  2. Packi said,

    สุดขอบฟ้าล้านนาตะวันออก

    เมืองเก่าที่มีชีวิต

    แน่ใจแล้วเหรอครับว่า จะอ่านจนจบ…

    หลายครั้งเหลือเกิ้นที่คนใกล้ตัวผมชอบปฏิเสธการร่วมเดินทางท่องเที่ยวด้วยคำว่า เราไม่ว่าง” , “ไม่มีเวลา (ทั้งที่ผมชวนล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 3 เดือน) บ้างก็บอกว่า ไม่มีตังค์…. ทั้งที่ผมก็ไปแบบแบ็คแพ็ค กินง่ายนอนง่าย ไม่มีคำว่าหรู ไม่มีเหมารถเพราะเน้นเดินๆ โบกๆ หรือไม่ก็ปั่นจักรยาน และในที่สุดหลายต่อหลายทริปลงเอยด้วยการไปคนเดียว

    ทริปนี้เป็นอีกทริปหนึ่งที่ค่อนข้างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว แต่ทว่าเพลิดเพลินจำเริญใจ จะว่าผจญภัยก็ไม่เชิง เพราะเป็นลักษณะท่องเที่ยวไปในเมืองเก่า เก่าแบบโบราณมากๆ เมืองเก่าในเมืองไทยของเราส่วนใหญ่เก่าแล้วเก่าเลย บางเมืองก็เก่าจนเป็นเมืองร้าง เป็นเมืองประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้มาศึกษาความเป็นมา เพื่อให้รู้ถึงความเพียรพยามของบรรพบุรุษ แต่เมืองเก่าในทริปนี้แตกต่างจากเมืองเก่าเมืองอื่นตรงที่ ความเป็นเมืองเก่าที่ยังมีชีวิต

    แอร์เย็นในรถบัสปรับอากาศของบริษัทสมบัติทัวร์ทำให้หลับสบายเกือบตลอดทั้ง คืน คงเป็นเพราะเส้นทางคดโค้งในช่วงใกล้รุ่งสาง เลยทำให้ตื่นจากหลับใหล ผมคิดถึงเรื่องต่างๆ ซึ่งจะต้องพบเจอต่อไปในตอนเช้าที่เมืองน่าน เมืองที่อยู่สุดขอบฟ้าล้านนาตะวันออก
    สุดขอบฟ้าล้านนาตะวันออก , สามล้อถีบ

    ณ สถานี บขส. น่าน เสียงกระดิ่งดังกริ๋งๆๆ เป็นจังหวะช้าๆ พร้อมเสียงเรียกถาม สามล้อไหมครับ ชายวัยกลางคนเอ่ยถามในขณะที่ผมกำลังมะงุมมะงาหราอยู่กับกระเป่าสัมภาระสองใบ ….เมืองนี้เขายังใช้สามล้อถีบกันอยู่หรือนี่? ผมนึกในใจ เพราะที่เมืองเก่าอย่างอยุธยาบ้านผม เขาเปลี่ยนไปใช้มอเตอร์ไซต์รับจ้างกันเกือบหมดแล้ว

    ส่วนสามล้อถีบในตลาดต้องปรับตัวเปลี่ยนแนวไปรับคณะทัวร์ นักท่องเที่ยวแถวๆ ย่านเมืองเก่า แทนการรับผู้โดยสารจากตลาดหรือคนที่พึ่งลงมาจากรถ บขส. ดูแล้วเป็นภาพวิถีชีวิตแบบเก่าๆ ที่หลายจังหวัดได้สูญหายไปแล้ว ผมไม่คิดมากเพราะมาเมืองน่านก็เพื่อจะเที่ยวชมเมืองเก่าอยู่แล้ว สัมภาระและร่างกายจึงขึ้นไปอยู่บนรถสามล้อถีบอย่างไม่ยากเย็น

    ไปโรงแรมน่านฟ้าครับลุง ผมบอกคุณลุงผู้เป็นสารถี คงเพราะสำเนียงภาคกลางแต่ดันรู้จักโรงแรมเก่าแก่กว่า 70 ปีใจกลางเมืองน่าน ลุงสารถีทำหน้างงนิดหน่อย แล้วก็ถีบขาวนไปข้างหน้าเหมือนเดินย่ำอยู่กับที่ แต่ทำให้ล้อทั้งสามเคลื่อนตัวไปอย่างเนิบๆ ท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่นในยามรุ่งสาง

    เช้าตรู่อย่างนี้เมืองน่านเงียบมาก ผู้คนส่วนใหญ่คงกำลังยุ่งอยู่กับกิจวัตรประจำวัน หลายคนคงเตรียมออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน เข็มนาฬิกาของเมืองนี้หมุนไปอย่างช้าๆ ดูไม่มีใครรีบเร่งเหมือนคนกรุง ถนนจาก บขส. พาเข้าสู่ใจกลางเมือง ภาพวัดและบ้านเก่าหลายหลังผมคุ้นตา ทำให้ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์ เมื่อห้าหกปีที่ผ่านมา

    ในปีนั้น ผมกับลุงจิ๊บ ขับรถเช่าเข้ามาเก็บภาพที่จังหวัดน่าน ตอนนั้นไม่มีจีพีเอส จะมีก็แต่เพียงแผนที่ทางหลวงกับเข็มทิศที่ขยันชี้ไปทางทิศเหนือ ในวันนั้นเราตั้งใจจะไปกางเต้นท์นอนที่ผาชู้ อ.นาน้อย จ.น่าน เพื่อชมความสวยงามขของทะเลหมอกยามเช้า แต่ก็มืดค่ำเสียก่อนขณะที่อยู่อำเภอเวียงสา (อำเภอเวียงสาห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 30 กม. เศษ) ก็บังเอิญได้เจอกับคุณสงกรานต์ เขื่อนธนะ หรือที่ต่อมาผมเรียกเขาสั้นๆ ว่า กานต์ และ นายคมสัน สองสหายหนุ่มผู้มีน้ำใจ ช่วยจัดแจงหาที่พักผ่อนให้ และแถมเป็นไกด์พาเที่ยวที่ผาชู้ในวันต่อไปให้ด้วย…นี่แหละครับ น้ำใจของคนต่างจังหวัด

    ทริปนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางมาสัมผัสจังหวัดน่าน พร้อมทั้งเก็บความประทับใจในธรรมชาติ และน้ำใจคนเมืองน่านกลับมา โดยทิ้งไว้เพียงคำขอบคุณไว้เท่านั้นเอง

    รถสามล้อถีบพาผมเข้าสู่ถนนสุมนเทวราช ถนนสายนี้เป็นถนนที่ตัดผ่านใจกลางเมืองน่าน ดูคล้ายว่าเป็นถนนสายเศรษฐกิจของจังหวัด แต่ก็ไม่มีรถวิ่งขวักไขว่มากนัก ถนนสายนี้มีธนาคาร ร้านค้าตึกแถวเรียกได้ว่า อยากจะซื้อหาอะไรเพิ่มเติมก็มีหมด ทั้งยังมีร้านอาหารเช้าเจ้าอร่อยอย่าร้านต้มเลือดหมู เลิศรส ที่ขายมานานกว่า 30 ปี ผมมั่นใจว่าผมเลือกที่พักไม่ผิด เพราะโรงแรมน่านฟ้าตั้งอยู่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ แถมอยู่เยื้องๆ กับร้านอาหารเช้าที่ว่า หรือจะเดินไปตลาดตั้งจิตต์นุสรณ์ ก็อยู่ตรงข้ามพอดี ตลาดนี้เป็นตลาดเช้าของชาวเมืองน่าน มีอาหารสดอร่อยราคาถูก (เหมาะกับคนอย่างผม) อยู่มากมาย เรียกได้ว่าอยู่แถวนี้ไม่อดตายหละ

    และแล้วคุณลุงก็ส่งผมลงตรงหน้าโรงแรมน่านฟ้า พร้อมรับเงินค่าเหนื่อยจากผมไป คุณลุงยิ้มตอบแล้วก้มศีรษะนิดนึง จนผมก้มตอบให้แทบไม่ทัน ผมยังเดินคิดต่อไปว่า ค่าเหนื่อยที่ให้คุณลุงไปนั้นมันน้อยเกินไปหรือเปล่ากับสภาพเศรษฐกิจใน วันนี้

    ชั้นสองของโรงแรมน่านฟ้า

    โรงแรมน่านฟ้า ถึงจะเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่ให้บริการมากว่าเจ็ดสิบปี แต่ก็ยังคงสภาพเดิมไว้ได้อย่างดี โรงแรมนี้สร้างจากไม้สักทั้งหลัง มีสามชั้น มีทั้งห้องแอร์และพัดลม ห้องพักรวมแล้วก็มี 14 ห้อง ชั้นสองมีระเบียงร่วมให้นั่งเล่นชมสาวๆ เมืองน่านขี่รถจักรยานมาซื้อของที่ตลาดได้อย่างน่าสดชื่น
    โรงแรมน่านฟ้า สร้างจากไม้สักทั้งหลัง

    ผมมาเมืองน่านหลายครั้งถ้าไม่นอนที่ร้านอาหารเฮือนฮอมของ นายกานต์เขาแล้วละก็ต้องมานอนที่น่านฟ้านี่แหละครับ เพราะรู้สึกคุ้นเคยดี ถึงแม้ภายในจะดูเก่าสักหน่อย แต่หลายๆ มุมให้ความรู้สึกคลาสสิค บางคราวที่นั่งเล่นอยู่ริมระเบียงก็พลันให้นึกถึงผู้คนในสมัยก่อน ในสมัยนั้นโรงแรมนี้คงจะดูหรูหราที่สุดในจังหวัดน่าน คงมีคนระดับเจ้านายมาพักผ่อนนั่งจิบกาแฟ หรือสูบบุหรี่พ่นควันโขมงอยู่ตรงนี้ ไม้พื้นยังแน่นเปรี๊ยะไม่มีรอยแยกชวนให้นึกชื่นชมคุณภาพไม้ในสมัยก่อน

    เก็บสัมภาระเข้าที่เข้าทางในห้องชั้นสอง แล้วออกเที่ยวชมความสวยงามของเมืองน่านเมืองเก่า ที่ยังมีชีวิต ผมเริ่มเต้นด้วยการข้ามถนนสุมนเทวราช ไปกินต้มเลือดหมูร้านเลิศรส ก่อนที่จะออกท่องเที่ยวชมวัดเก่าในเมืองต่อไปร้านต้มเลือดหมูเลิศรส

    ร้านเลิศรส ช่วงเช้าจะมีลูกค้าค่อนข้างมาก จน ต้องเปิดชั้นบนที่เป็นชั้นลอยเพิ่มขึ้นอีกชั้นเพื่อรองรับลูกค้า บริเวณหน้าร้านพ่อครัว แม่ครัวก็ดูวุ่นๆ อยู่กับการลวกไส้ ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว บ้างก็ตักโจ๊กควันกรุ่น อีกด้านก็มีขนมจีบร้อนๆ อยู่ในตู้กระจกน่าชิมลิ้มลอง ข้างฝาด้านหนึ่งของร้านมีภาพวัดเก่าของเมืองน่าน เช่น วัดภูมินทร์ ติดอยู่หลายภาพ…นึกในใจว่า ดีจัง ร้านนี้เขาสนับสนุนการท่องเที่ยวด้วยแฮะร้านต้มเลือดหมูเลิศรส

    ต้มเลือดหมูร้อนๆ กับข้าวสวย หมดไปอย่างเรียบง่ายไม่เชื่องช้า ตามด้วยน้ำชาอุ่นๆ ใส่น้ำแข็ง แต่ไม่ใช่ชาเย็นหรือเย็นชา เพียงเท่านี้ก็พร้อมออกไปเที่ยวต่อได้สบาย

    ผมเลือกที่จะเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ มากกว่าการใช้พาหนะอื่น เพราะอย่างแรกตอนนี้ผมไม่มีรถสักคัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ หรือว่าจักรยาน คงต้องพึ่งสองขาและรองเท้าคู่เก่าคู่นี้เดินเตาะแตะไปเรื่อย ประโยชน์ของการเดินจะทำให้เราคุ้นเคยกับเส้นทางได้ไว และยังสามารถเก็บภาพในบางมุมได้ มีเวลาสังเกตเรื่องราวรอบตัว สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นได้มากขึ้น ท้ายสุดยังเป็นการลดภาวะโลกร้อนได้ด้วย…(ตอนนี้กระแสโลกร้อนเริ่มลดลงไป สงสัยคงลืมกันหมดแว้ว…ว่าเมื่อปีที่แล้วเรารณรงค์และตื่นตัวกันมากพอ สมควร)

    จากการที่เคยมาเมืองน่านหลายครั้ง ทำให้ผมคุ้นเคยกับเส้นทาง จะว่าไปเส้นทางท่องเที่ยวในเมืองน่านก็ไม่ยากเย็นอะไร สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในเมืองก็จะเป็นวัดเก่า ที่มีสถาปัตยกรรมงดงามตามแบบล้านนา ล้วนตั้งอยู่กลางใจเมือง หรือที่ชาวเมืองน่านเรียกว่า บริเวณข่วงเมือง ทั้งยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.น่าน สถานที่เก็บโบราณวัตถุล้ำค่า และเรื่องราวความเป็นมาของเมืองน่านก็ตั้งอยู่บริเวณนั้นด้วย
    พระพุทธมหาอุดมศักยมุณี พระพุทธรูปปางมารวิชัย 4 องค์ ที่หันหน้าออกสู่ประตูทั้งสี่ทิศ

    เดินไม่ทันเหนื่อย ดูร้านค้าขายของสองข้างทางมาเรื่อยๆ ก็มาถึงข่วงเมืองเข้าแล้ว สิ่งแรกที่เลือกทำคือการเข้าไปในวิหารวัดภูมินทร์เพื่อนมัสการ พระพุทธมหาอุดมศักยมุณี พระพุทธรูปปางมารวิชัย 4 องค์ ที่หันหน้าออกสู่ประตูทั้งสี่ทิศ โดยหันหลังชิดติดกัน วิหารวัดภูมินทร์เป็นโบราณสถานคู่เมืองน่านมานาน ตามตำนานนั้นว่ากันว่าพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2139 หากหักลบกันถึงวันนี้แล้ววิหารหลังนี้ก็มีอายุถึง 413 ปี
    จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดภูมินทร์

    ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงามแปลกตาอยู่รายรอบ จิตรกรรมฝาผนังที่วิหารหลังนี้แตกต่างจากที่อื่น ตรงที่ทั่วไปแล้วช่างจะวาดภาพเกี่ยวกับพุทธชาดก แต่ที่วิหารวัดภูมินทร์แห่งนี้กลับเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาว เมืองน่าน บางภาพมีจารึกอักษรล้านนาเป็นคำพูดของตัวละครในภาพ คล้ายภาพในหนังสือการ์ตูน
    จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดภูมินทร์

    การได้มานั่งอยู่ภายในวิหารในช่วงเวลาที่เงียบสงบ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆ ก็สามารถทำให้เรารู้สึกสดชื่นสบายใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ ประตูทั้งสี่ทิศเปิดออกรับสายลมเย็นบริสุทธิ์พัดผ่านเข้ามา สายลมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็น แต่กลับมีอนุภาพยิ่งใหญ่ ภาวะจิตใจของมนุษย์มักขึ้นอยู่กับสิ่งรอบตัว และสายลม
    วัดภูมินทร์

    นอกจากศิลปะงดงามภายในวิหารแล้ว ภายนอกของวิหารหลังนี้ยังมีจุดเด่นตรงที่เป็นวิหารจตุรมุขแห่งเดียวในประเทศ ไทย (เขาว่ากันมาอย่างนั้น) แถมยังตั้งอยู่บนังพญานาค นับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามล้ำค่าแบบหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

    เมื่อเข้ามาถึงภายในวัด ผมได้เข้าไปในหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะ สมัยสุโขทัย ที่มีความเก่าแก่องค์หนึ่ง คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 14 สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1969 ทางวัดได้ดูแลพระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนีไว้ได้เป็นอย่างดี
    พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี วัดช้างค้ำวรวิหาร

    วัดช้างค้ำมีสถาปัตยกรรมโดยรวมเป็นแบบสมัยสุโขทัย จะเห็นได้จากเจดีย์สีทองอร่ามที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ โดยสร้างเป็นทรงลังกา คล้ายรูประฆัง รอบๆ ฐานพระเจดีย์ปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัวค้ำองค์เจดีย์ไว้ เหมือนกับที่วัดช้างล้อม จังหวัดสุโขทัย น่าปลาบปลื้มใจกับชาวเมืองน่านเสียจริงครับ ที่มีสมบัติล้ำค่าอยู่ใกล้ตัว
    วัดช้างค้ำวรวิหาร

    วัดเป็นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเราได้ย่างกรายเข้าไปแล้วมักจะทำให้รู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ ที่ผ่านมาผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เข้าวัดบ่อยนัก วันนี้ผมกลับได้รับรู้ความรู้สึกนั้นได้อย่างประหลาดใจ ยังมีวัดอีกมากมายในเมืองน่านที่มีความเก่าแก่และสวยงาม ผมคงต้องใช้เวลาอีกมากในการไปเยี่ยมชม
    ภายในอุโบสถวัดช้างค้ำวรวิหาร
    คุ้มเจ้าราชบุตรในปัจจุบัน

    จากวัดช้างค้ำผมเดินทะลุอกทางด้านหลัง ตามคำแนะนำของนายกานต์สหายเมืองน่าน บอกว่าด้านหลังของวัดช้างค้ำเป็นที่ตั้งของคุ้มเจ้าราชบุตร แค่ชื่อผมก็รู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว เพราะทำให้นึกถึงหนังไทยในสมัยก่อน
    คุ้มเจ้าราชบุตร

    คุ้มเจ้าราชบุตร เมื่อแรกเริ่มนั้นสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2446 สร้างขึ้นเพื่อเป็นเรือนหอของเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน (เจ้ามหาพรหมสุรธาดา)และเจ้าแม่ศรีโสภา ต่อมาเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน ท่านได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64 (องค์สุดท้าย) จึงยกคุ้มแห่งนี้ให้บุตรชาย เจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน) เมื่อปี พ.ศ. 2484 และท่านได้ย้ายไปประทับที่หอคำ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านปัจจุบัน) รวมเป็นเวลา 38 ปี ที่เจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน พำนักอยู่ที่คุ้มแห่งนี้
    เจ้าสมปรารถนา สุริยา และคุณสถาพร สุริยา ผู้ดูแลคุ้มแห่งนี้

    จากนั้นเจ้าราชบุตร ได้ปรับปรุงซ่อมแซมขึ้นใหม่และแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2485 ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คุ้มเจ้าราชบุตรได้คงสภาพเดิมมาจวบจนถึงปัจจุบัน โดยมีเจ้าสมปรารถนา สุริยา และคุณสถาพร สุริยา เป็นผู้ดูแลคุ้มแห่งนี้
    โคมไฟโบราณ

    คุ้มเจ้าราชบุตรในวันนี้อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมลงไปบ้าง เนื่องจากการปรับปรุงต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก และต้องใช้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญในศิลปะโบราณ ปัจจุบันภายในคุ้มเจ้าราชบุตร เจ้าสมปรารถนาได้เก็บรวบรวมของใช้เก่าๆ ไว้มากมาย อาทิ กูปช้าง (ที่นั่งบนหลังช้างสำหรับเจ้านาย) เครื่องเล่นแผ่นเสียง ทีวีเก่า โคมไฟ เครื่องกรองน้ำ ตู้เย็น ผ้าทอโบราณ รูปภาพเก่าๆ ของบุคคลสำคัญในตระกูล และภาพวิถีชีวิตของชาวน่านในสมัยก่อน และอื่นๆ อีกมากมายที่ล้วนหาชมได้ยากในปัจจุบัน

    ขอแสดงความยินกับชาวจังหวัดน่าน ที่ จังหวัดน่านได้รับการประกาศ จากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 ให้พื้นที่ใจเมืองน่าน และเวียงพระธาตุแช่แห้ง เป็นเขตเมืองเก่าน่าน และเป็นเมืองโบราณแห่งที่ 2 รองจากเกาะรัตน์โกสินทร์ และทั้งยังได้เปิดด่านห้วยโก๋นเป็นด่านสากลในข้ามไปสู่เมืองไชยบุรี และเมืองหลวงพระบาง ของ สปป.ลาว ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

  3. sunshin said,

    อันที่จริงตรงช่วงนี้อยากจะเดินทางไปเองอะครับ

    แล้วค่อยนำความรู้สึก ประสบการณ์ ทีได้รับด้วยตนเองมาเล่าสู่กันฟัง

    แต่ยังไงก็จะหาทริปที่จัดทัวมาให้ได้ดูกันนะครับ

    ขอขอบคุณ PACKI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: