โลกสมัยนี้มันหมุนไปเร็วกว่าที่คิด

พฤษภาคม 4, 2009 at 2:05 pm (เทคโนโลยี) ()

ไม่ใช่เพราะโลกร้อนหรือเพราะน้ำในโลกละลายเยอะขึ้นนะโลกถึงได้หมุนเร็วขึ้นแต่ผมหมายถึงเทคโนโลยีของโลกใบนี้นั้นพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วมากซึ่งในสมัยก่อนแค่ไม่กี่ร้อยปีมนุษย์ยังไม่สะดวกสบายเหมือนตอนนี้ยังคงรบราฆ่าฟันใช้ดาบฟันแทงกันอยู่ซึ่งถ้าเป็นตอนนี้คงกลายเป็นปืนยิงกันเหมือนที่ไล่ยิงถล่มแกนนำคนหนึ่งอะนะครับ (ไม่ขอเอ่ยนามครับรู้กันอยู่) มาเข้าประเด็นเลยดีกว่าว่าจะมาอัพเดทข่าวสารทางเทคโนโลยีเพิ่มให้ด้วย สำหรับใครที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็แวะเข้ามาให้ความรู้ผมได้เลยน้า ผมไม่ค่อยถนัดด้านนี้เท่าไหร่ด้วยสิครับ แต่ก็ยังมีความพยายามในการหาข้อมูลมาให้ได้รับรู้กันนะครับ

21 ความเห็น

  1. Packi said,

    เสิร์ช Google ใน Gmail ได้แล้ว

    Google แนะนำวิดเจ็ตใหม่สำหรับ Gmail เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการบนเน็ตได้จากใน Gmail โดยตัวเลือกของบริการดังกล่าวจะอยู่ใน Labs (แล็บ) ซึ่งจะต้องคลิกเข้าไปจากลิงค์ Settings (การตั้งค่า) ที่อยู่มุมบนขวาของหน้าต่าง ซึ่งหลังจากติดตั้งเข้าไปแล้ว ผู้ใช้จะสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างบราวเซอร์ขึ้น มาอีก

    สำหรับใครที่มีความจำเป็นต้องค้นข้อมูลบนเน็ต เพื่อตอบคำถามที่ส่งมาใน Gmail โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ตลอด จนนักธุรกิจและการตลาด คงต้องชื่นชอบคุณสมบัติการทำงานใหม่นี้เป็นแน่ เพราะแทนที่คุณจะต้องเปิดหน้าต่างบราวเซอร์ขึ้นมา เพื่อเข้าไปค้นหาคำตอบใน Google แล้วก็อปปี้ลิงค์ หรือข้อความที่ต้องการ กลับมาใส่ลงใน Gmail ที่อยู่ในอีกหน้าต่างหนึ่ง ที่แย่ไปกว่านั้นบางทีค้นเพลินจนลืมไปว่ามีจดหมายรอตอบอยู่ด้วยซ้ำ แต่ด้วยวิดเจ็ตบริการค้นหาด้วย Google จะช่วยให้คุณสามารถทำขั้นตอนเหล่านี้ได้จากในหน้าต่าง Gmail ได้ทันที

    เพียงแค่พิมพ์คำค้น หรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการเข้าไปในกล่องค้น ซึ่งอยู่ในกรอบด้านซ้ายของบริการ Gmail แล้วกด Enter ผลลัพธ์ของการค้นหาจะปรากฎอยู่ในหน้าต่างสีเขียวทางด้านล่างขวาทันที ผู้ใช้สามารถแทรกผลลัพธ์เข้าไปใน Chats และ E-mail ได้ด้วยการลากผลลัพธ์ไปวางได้เลย นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถเปิดออปชัน “Navbar drag and drop” (การลากและวางแถบนำทาง) ใน Labs เพื่อย้ายกล้องค้นไปอยู่ด้านบน เพื่อจะได้เข้าถึงโดยสะดวกได้อีกด้วย

  2. Packi said,

    สั่งค้นด้วยเสียงบนวินโดวส์โมบาย

    หลังจากที่กูเกิ้ลได้เปิดตัวบริการ Google Voice Search บนมือถือไอโฟน และแบลคเบอรี่ไปแล้ว ล่าสุดไมโครซอฟท์ได้ออกมาประกาศแนะนำบริการ Tellme สำหรับระบบปฎิบัติการ Windows Mobile 6.5

    สำหรับบริการ Tellme ผู้ใช้เพียงแค่กดปุ่มๆ เดียวแล้วบอกสิ่งที่ต้องการทำ ไม่ว่าจะเป็น ส่งข้อความ เรียกสายเบอร์ทีต้องการโทร ตลอดจนค้นหาข้อมูลที่ต้องการบนอินเทอร์เน็ต โดยบริการดังกล่าวจะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 6.5

    ตัวอย่างการใช้บริการเช่น คำสั่ง “text” ระบบจะเปิดกล่องเขียนข้อความขึ้นมาให้ และสั่ง”send” เพื่อส่งข้อความ หรือสั่ง “call” ตามด้วยชื่อของผู้ที่ต้องการติดต่อใน contact เพื่อให้มือถือทำการติดต่อเรียกสายให้ ส่วนการค้นหาจะใช้บริการ Windows Live Search เพียงแค่พูดคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ทางไมโครซอฟท์ได้เปรียบเทียบบริการของตนกับไอโฟน โดยอ้างว่า Tellme มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้มากกว่า เนื่องจากหากใช้บริการบนไอโฟน ผู้ใช้ต้องสัมผัสหน้าจอถึง 4 ครั้งและพิมพ์มากกว่า 20 ตัวอักษรในการค้นหาข้อมูลธุรกิจที่ต้องการ ในขณะที่ Tellme จะใช้การกดแค่ครั้งเดียวแล้วพูดออกไปก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว สำหรับบริการ Tellme จะแจกฟรีมาพร้อมกับ Windows Mobile 6.5 ซึ่งคาดว่าจะวางตลาดในช่วงปลายปีนี้

  3. Packi said,

    เน็ตบุ๊กแอนดรอยด์ราคาต่ำหมื่น!!!

    รายงานข่าวจากซีเน็ตนิวส์อ้างว่า เน็ตบุ๊กตัวแรกทีใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิ้ลที่คาดว่าจะวางตลาดใน อีกสามเดือนข้างหน้าจะมีราคาประมาณ 250 เหรียญฯ หรือคิดเป็นเงินไทยตกอยู่ที่ 8,750 บาทเท่านั้น

    Alpha680 เน็ตบุ๊กแอนดรอยด์ตัวแรกกำลังจะผ่านการทดสอบขั้นสุดท้ายที่ Guangzhou Skytone Transmission Technologies โดยสเป็กของเครื่องจะใช้ซีพียู ARM 11 ทำงานที่ 533MHz หน้าจอแอลซีดีขนาด 7 นิ้ว พร้อมด้วยคีย์บอร์ด ทัชแพด และความสามารถในการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi อย่างไรก็ตาม Alpha 680 จะใช้แบตเตอรี่แค่ 2 เซลทำให้มันสามารถท่องเน็ตได้นาน 2-4 ชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้ถึง 12 ชั่วโมง

    Android เป็นระบบปฏิบัติการทีพัฒนาจากลินุกซ์ ซึ่งเดิมออกแบบเพื่อใช้กับมือถือ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สควรจะสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ด้วยอย่างเช่น เน็ตบุ๊ก โดยทางด้าน Ovum บริษัทวิจัยตลาดเพิ่งจะได้เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า Android บน Netbook จะเข้าสู่ตลาดในปี 2009 เนื่องจากบรรดาผู้ผลิตพยายามจะทำให้ราคาของเน้ตบุ๊กอยู่ที่ประมาณ 200 เหรียญฯ(ประมาณ 7,000 บาท) หรือต่ำกว่านั้น

    ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานข่าวออกมาว่า HP บริษัทผู้ครองส่วนแบ่งตลาดโน้ตบุ๊กอันดับหนึ่งของโลกก็ได้คิดที่จะใช้ Android กับเน็ตบุ๊กราคาถูกของทางบริษัทเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้บริหารไม่ได้กล่าวแน่ชัดว่า แผนที่จะจำหน่ายเน็ตบุ๊กแอนดรอยด์จะเริ่มเมื่อไร ส่วน Asustek Computer ก็ได้ให้ข่าวถึงความสนใจในการใช้ Android กับเน็ตบุ๊กด้วยแล้วเหมือนกัน ในขณะที่ Dell ก็กำลังพิจารณาที่จะใช้แอนดรอยด์กับสมาร์ทโฟน ซึ่งกำลังจะวางตลาดในปีนี้

  4. Packi said,

    แฮคเกอร์เจาะช่องโหว่ใน Windows 7

    รายงานข่าวล่าสุดอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับ Windows 7 ซึ่งอาจจะเป็นข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เนื่องจากในงานประชุมเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย Hack In The Box (HITB) ที่จัดขึ้นในดูไบเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้สาธิตการแฮคเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Windows 7 ด้วยซอฟต์แวร์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้น

    ซอฟต์แวร์ดังกล่าวมีชื่อว่า VBootkit 2.0 พัฒนาโดย Vipin Kumar และ Nitin Kumar สามารถใช้ช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ Windows 7 ผ่านเข้าไปควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ได้ในระหว่างที่กำลังบู๊ตเครื่อง ซึ่งการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบนี้จะไม่เหมือนกับวิธีทั่วไป เนื่องจากมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Windows 7 ไปเลยจนกว่าจะมีการเขียนทับ หรือติดตั้งโอเอสเข้าไปใหม่

    “ไม่มีทางแก้ไขได้ และมันก็แก้ไขไม่ได้ เนื่องจากเป็นปัญหาของการออกแบบ(windows7)” Vipin กล่าว อย่างไรก็ตาม การแฮคดังกล่าวจะไม่สามารถกระทำระยะไกลผ่านทางเครือข่ายได้ แฮคเกอร์ที่ใช้วิธีนี้จะต้องกระทำการที่เครื่องของเหยื่อเท่านั้น โปรแกรม VBootkit 2.0 มีขนาดแค่ 3 กิโลไบต์เท่านั้น โดยมันสามารถเปลี่ยนให้โหลดไฟล์ต่างๆ ตามที่ต้องการผ่านเข้าไปในหน่วยความจำระบบระหว่างที่มีการบู๊ต Windows 7 เนื่องจากมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ บนฮาร์ดดิสก์ VBootkit 2.0 จึงถูกตรวจจับได้ยาก ดังนั้นการรีบู๊ตเครื่องก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้โปรแกรมอันตรายนี้โหลด โมดูลอื่นเข้าไปแทนโปรแกรมรักษาความปลอดภัยของเครื่อง เพื่อเปิดช่องให้แฮคเกอร์สามารถเข้าถึงจากบนเน็ต และทำการยกระดับสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ตลอดจนแก้ไขพาสเวิร์ด ค้นข้อมูล ตลอดจนแก้ไขพาสเวิร์ดเดิมให้กับผู้ใช้ โดยที่เหยื่อไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

    สำหรับ VBootkit 2.0 เป็นเวอร์ชั่นสองของโปรแกรม โดยเวอร์ชั่นแรกได้นำออกสาธิตการเจาะระบบ Windows Vista เมื่อปี 2007 เพื่อเผยให้เห็นช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ทางไมโครซอฟท์ยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นต่อกรณีที่เกิดขึ้น

  5. Packi said,

    ม.หอการค้าไทยย่อห้องเรียนลง’ไอโฟน’

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยต่อยอดการเรียนการสอนระบบไฮบริดเปิดเอ็ม -เลิร์นนิ่ง นวัตกรรมการเรียนบนโลกออนไลน์ผ่านมือถือไอโฟน 3จี เปิดอิสระให้เรียนออนไลน์ที่ทรูคอฟฟี่และทรูไลฟ์ ประเดิมรุ่นแรกใช้กับนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจ

    โหลดบทเรียน โปรแกรมซาฟารี (Safari Browser) สามารถแสดงผลได้เต็มหน้าเว็บเพจ พร้อมฟังก์ชั่นการซูม สามารถเก็บบทเรียนไว้ในเครื่องได้ เนื่องจากมีหน่วยความจำในตัวถึง 8 กิกะไบต์

    ขณะที่แบตเตอรี่ใช้ดูคลิปการเรียนและเข้าอินเทอร์เน็ตได้ถึง5 ชั่วโมง ช่วยให้นักศึกษารับส่งอีเมลบทเรียน รวมถึงคลิปที่บันทึกด้วยไอโฟนผ่านโปรแกรมอีเมล ทั้งตัวเครื่องยังน้ำหนักเบาเพียง 135 กรัม นักศึกษาจึงน่าจะนิยมพกพาและใช้งาน

    เราวางแผนจะแจกไอโฟน3จี ให้นักศึกษาที่แจ้งความประสงค์จะรับเทคโนโลยีดังกล่าว โดยไม่คิดค่าเล่าเรียนเพิ่มตลอดหลักสูตร ซึ่งมีมูลค่า 2.3 แสนบาท ดร.เอกชัยกล่าว

    รศ.จีรเดชอู่สวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะแรกของโครงการเอ็ม-เลิร์นนิ่ง จะเป็นการเสริมการเรียนในห้องเรียนปกติ เช่น ดาวน์โหลดไฟล์ภาพ เสียงหรือเนื้อหาในห้องเรียน สำหรับนักศึกษาสามารถทบทวนเนื้อหาได้จากทุกที่ทุกเวลา

    เราทุ่มงบซื้อไอโฟน3จี แจกนักศึกษาแล้วกว่า 10 ล้านบาท หรือประมาณ 600 เครื่อง คาดว่าจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2552 หรือเปิดเทอมใหม่ที่จะถึงนี้ กับนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจเป็นกลุ่มแรก ก่อนขยายผลในหลักสูตรอื่นต่อไป

    การเรียนผ่านระบบมือถือไอโฟน3จี ผู้เรียนเพียงลงทะเบียนเรียนด้วยวิธีปกติกับมหาวิทยาลัยและแจ้งความประสงค์ การเรียนผ่านระบบดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยจะแจกอุปกรณ์การเรียนให้ จากนั้นก็สามารถล็อกอินเข้าดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งไฟล์ภาพ เสียง คลิปวิดีโอได้ไม่พลาดสักรายวิชา โดยเรียนเสริมจากการนั่งเรียนในห้องเรียนเดิม

    “ในอนาคตหากตัวนักศึกษามีความรู้และเข้าใจในเทคโนโลยีการเรียนผ่านมือถือ มากพอ ทางมหาวิทยาลัยอาจจะเดินหน้าสู่การพัฒนาหลักสูตรที่เรียนผ่านระบบมือถือ อย่างเดียว เพื่อเป็นช่องทางให้นักศึกษาสามารถเรียนจากจุดไหนก็ได้และเข้าถึงมากที่สุด” อธิการบดีกล่าว

    ทั้งนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรโดยวางแผนพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนเป็นแบบไฮบริด ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนกับอาจารย์ในห้องเรียน เข้ากับการเรียนผ่านระบบออนไลน์ ที่นักศึกษาต้องเตรียมบทเรียน โดยหาข้อมูลและดาวน์โหลดบทเรียนจากอินเทอร์เน็ตก่อนเข้าชั้นเรียน

    วิธีข้างต้นช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษาด้วยกัน และอาจารย์ จากการเรียนรูปแบบเดิมที่นักศึกษามาฟังการสอนจากอาจารย์อย่างเดียว โดยได้มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้นักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2551 จำนวน 5,000 เครื่อง

    ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์2552 ได้ขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มอีก 5 เท่า เป็น 1.1 กิกะไบต์ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสถาบันที่มีความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดในประเทศ

  6. sunshin said,

    ยก credit ให้คุณ packi ด้วยครับ

  7. sunny said,

    รายกันเนี่ย
    มีเพื่อนเป็นคนดังด้วย
    555+++

  8. TIPBANK said,

    งง ! 55555 ^^
    พี่ซันทำเก่งอ่ะ ทำนานมั้ยเนี่ย ย.

  9. Packi said,

    Kindle DX ได้เวลาอีบุ๊กจอใหญ่แล้ว

    รายงานเกาะติดการแถลงข่าวเปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีจอใหญ่มากที่มีชื่อว่า Kindle DX (DX ย่อมาจาก Deluxe) โดย Jeff Bezos ซีอีโอของ Amazon.com ซึ่งอุปกรณ์รุ่นใหม่นี้ออกแบบมา เพื่อใช้อ่านเอกสารส่วนตัว หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตลอดจนเท็กซ์บุ๊ก

    ความจริงข่าวการเปิดตัว Kindle รุ่นใหม่ที่จอใหญ่ขึ้นไม่ได้เป็นความลับ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือ (และภาพถ่าย) แพร่กระจายบนเน็ตออกมาระยะหนึ่งแล้ว สำหรับเครื่องอ่านอีบุ๊ก Kindle DX จะมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่ารุ่นแรกถึงสองเท่า และมาพร้อมกับฟังก์ชันอ่านไฟล์ PDF “แล้วคุณก็ไม่ต้องแพน ซูม หรือเลื่อนหน้าจอเวลาดูเอกสารอีกต่อไป” เบซอส กล่าว

    Amazon ร่วมมือกับสำนักพิมพ์เท็กซ์บุ๊กอย่าง Pearson, Cengage Learning และ Wiley เพื่อเปลี่ยน Kindle DX ให้เป็นตำราได้ ซึ่งเบซอสกล่าวว่า (3 สำนักพิมพ์) ครอบคลุมเท็กซ์บุ๊กในตลาดถึง 60% โดยมีมหาวิทยาลัยต่างๆ มากมายที่เข้าร่วมโครงการนำร่องในการใช้ Kindle DX ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอริโซน่า มหาวิทยาลัยพรินซตัน รีดคอลเลจ มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนียร์ และมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเซิร์ฟ

    เบซอสยังถือโอกาสในการเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นใหม่ผลักดันให้ Kindle กลายเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ “หนังสือสิ่งพิมพ์ทุกเล่ม ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด ทั้งหมดสามารถ(ดาวน์โหลด)ส่งถึงมือได้ภายในไม่เกิน 60 วินาที” Kindle DX เปิดสั่งจองที่ Amazon แล้ว สนนราคาอยู่ที่ 489 เหรียญฯ หรือประมาณ 18,000 บาท

  10. Packi said,

    เสิร์ชเอ็นจิ้นตัวใหม่ตอบได้ทุกเรื่อง

    อีกไม่กี่สัปดาห์จากนี้ไป โลกจะได้รู้จักกับเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวใหม่ ซึ่งทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถในการคำนวณเป็นเลิศชื่อว่า Wolfram Alpha โดย Stephen Wolfram ผู้พัฒนาเรียกมันว่าเป็น “Computational Knowledge engine” และไม่ว่าจะเรียกกันอย่างไรก็ตาม Wolfram Alpha ไม่ใช่เสิร์ชเอ็นจิ้นแบบ Google ที่พยายามค้นหาหน้าเว็บที่คาดว่าจะมีคำตอบให้กับผู้ใช้ แต่มันจะพยายามค้นหาคำตอบให้กับสิ่งที่คุณถามโดยตรง

    Danny Sullivan ผู้เชี่ยวชาญเสิร์ชเอ็นจิ้นเรียกระบบค้นหาดังกล่าวว่า เครื่องมือค้นหาข้อเท็จจริง (fact search engine) หรือ เครื่องมือค้นหาคำตอบ (answer search engine) ซึ่งเป็นคำที่เขาเคยใช้เรียกบริการที่สามารถค้นหาคำตอบโดยตรงให้กับผู้ใช้ ได้ แทนที่จะพาไปยังเว็บเพจต่างๆ ที่อาจจะพบคำตอบให้เฉยๆ ดังเช่น เครื่องมือค้นหายอดฮิตอย่าง Google

    ในงาน Webinar ที่จัดให้มีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Wolfram ได้แสดงความสามารถอันน่าทึ่งของเสิร์ชตัวนี้ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยคำตอบที่มันค้นหามาได้จะเกิดจากการนำข้อมูลที่ค้นพบมากมายบนเน็ตมาแสดงผล ลัพธ์ด้วยเว็บเพียงหน้าเดียว ซึ่งประกอบด้วยสถิติตัวเลข และกราฟ ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้องล่าสุด ตัวอย่างสิ่งที่คุณสามารถถาม Wolfram Alpha ให้ช่วยค้นหาคำตอบได้ ก็จะมีตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่าง ลักษณะยีนของมนุษย์ น้ำหนักของโมเลกุลแคฟเฟอีน จำนวนของผู้ที่มีชื่อ Andrew ที่เกิดในปีที่เราระบุ หรือแม้แต่จำนวนของปลาที่จับได้ในฝรั่งเศษ สถิติของหุ้นไมโครซอฟท์ในช่วงทีผ่านมา ความสูงของภูเขาเอฟเวอเรสต์เปรียบเทียบกับความยาวของสะพานโกลเด้นเกต อย่างไรก็ตาม บริการWolfram Alpha กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการเปิดให้บริการในเดือนนี้ สำหรับผู้สนใจคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

  11. Packi said,

    สิ้นสุดยุค”หนังสือพิมพ์”กระดาษ?

    รายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ระบุ ว่า Amazon มีแผนที่จะแนะนำ Kindle เครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ในสัปดาห์หน้า โดยจะเป็นรุ่นที่มีหน้าจอใหญ่กว่าเดิม เพื่อใช้สำหรับการอ่านนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ซึ่งหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ยังยกให้มันเป็นนวตกรรมที่จะมาช่วยต่อชีวิตให้กับ อุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์กันเลยทีเดียว

    ทั้งนี้นิวยอร์กไทมส์ยังได้ตกลงเป็นหนึ่งในพันธมิตรรายแรกๆ ที่จะเผยแพร่สิ่งพิมพ์ของตนเองบนเครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ของ Amazon ด้วย ซึ่งในเวลาไล่เรี่ยกัน หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอนัลก็ได้เผยแพร่ข่าวของคู่แข่ง และจุดอ่อนของเครื่องอ่านอีบุ๊กของ Amazon นั่นหมายความว่า มันจะมีอุปกรณ์ประเภทนี้ออกมามากมาย ทำให้หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น และช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ข่าวสารสามารถยืนหยัดต่อไปได้

    เครื่อง อ่านอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่บรรดาหนังสือพิมพ์ทราบดีว่า อย่างไรก็ต้องเดินต่อไปในทางนี้ เนื่องจากกระดาษไม่ใช่คำตอบสำหรับการดำเนินธุรกิจ แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะชอบการพลิกหน้าหนังสือที่เป็นกระดาษก็ตาม ในขณะที่โลกออนไลน์ มันเป็นเรื่องของโฆษณา แต่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการมีรายได้จากสมาชิกด้วย ดังนั้น เครื่องอ่านอีบุ๊กอย่าง Kindle จะตอบโจทย์การรับสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ดีกว่าออนไลน์ ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการอ่านคอนเท็น ต์บนนั้น และจะรู้สึกไม่พอใจที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้อ่านแมกะซีนออนไลน์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในวงการบางท่านแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า มันอาจจะเร็วเกินไป หรือไม่ที่จะเปลียนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยอุปกรณ์พาพาดังกล่าว เพราะความจริง Kindle เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กที่ออกมาขัดตาทัพเทคโนโลยีอีเปเปอร์แบบม้วนได้ ซึ่งให้ความสะดวกในการพกพามากกว่า ในขณะเดียวกันยังใกล้เคียงกับสื่อแบบเดิมอีกด้วย แต่ถ้าจะรอให้ถึงวันนั้น บางทีมันอาจจะสายเกินไป งานนี้คงต้องรอดูว่า ความหวังของบรรดาหนังสือพิมพ์จะเป็นจริง หรือไม่? ผู้บริโภคจะยอมรับกับอุปกรณ์พกพาที่ออกมาทดแทนความคุ้นเคยเดิมๆ ได้ หรือเปล่า?

    Update: ล่า สุดมีการอ้างว่า ภาพถ่ายข้างล่างนี้เป็นพรีเซนเทชั่นของ Amazon Kindle DX เครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ที่มีหน้าจอใหญ่ 9.7 นิ้ว (Kindle 2 จะมีขนาดหน้าจอแค่ 6 นิ้วเท่านั้น) เหมาะกับการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตลอดจนหนังสือตำราเรียน

  12. Packi said,

    แท่นรองเน็ตบุ๊ก USB 3-in-1

    ในขณะที่เน็ตบุ๊กทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่ มีอายุแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่าโน้ตบุ๊ก แถมยังมีราคาไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่อาจปฎิเสธความจริงที่ว่า เมื่อได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เนื่องจากเน็ตบุ๊กส่วนใหญ่จะไม่มีออปติคัลไดรฟ์ ขณะเดียวกันคีย์บอร์ดก็อาจจะเล็กไปสักนิด และโพรเซสเซอร์ที่ใช้ก็ไม่ได้ทรงพลังมากมาย

    อย่างไรก็ดี ดูเหมือนบริษัท Century จะเข้าใจข้อจำกัดดังกล่าวดี ก็เลยคิดผลิตภัณฑ์ เพื่อกำจัดจุดอ่อนดังกล่าวออกไป ซึ่งก็คือ NetbookStand แท่นรองเน็ตบุ๊ก USB 3-in-1 โดยมันจะมีขนาดเท่าๆ กับเน็ตบุ๊กทั่วไป (10″ x 7.5″) ทำให้ผู้ใช้สามารถพกพามันติดตัวไปด้วยได้อย่างสะดวก

    ภายนอกอาจจะดูเหมือนแท่นรองระบายความร้อนทั่วไป แต่ความจริงมันมีหลายอย่างซ่อนอยู่ในนั้น ว่ากันตั้งแต่ ดีวิดีรอมไดรฟ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เน็ตบุ๊กเวลาต้องการติด ตั้งโปรแกรม หรืออ่านไฟล์จากแผ่นซีดี/ดีวิดี ตามด้วยคอนเน็คเตอร์สำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์ SATA 2.5 นิ้ว เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้นในกรณีที่เน็ตบุ๊กของคุณมีแค่แฟลช ไดรฟ์ และสุดท้ายเป็นพัดลมระบายความร้อนขนาด 4 เซ็นติเมตรที่สามารถวางนอน หรือยกตั้งก็ได้ ขึ้นกับตำแหน่งช่องระบายความร้อนของเน็ตบุ๊ก NetbookStand จะเชื่อมต่อกับเน็ตบุ๊กผ่านทางยูเอสบีพอร์ต และใช้กับอะแดปเตอร์ในการให้พลังงานกับอุปกรณ์ที่อยู่ภายในทั้งหมด ซึ่งในส่วนของพอร์ตเพิ่มเติม แท่นรองตัวนี้จะมียูเอสบีพอร์ตให้มาอีกด้วย 2 พอร์ต ในกรณีที่ต้องการต่อกับอุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม เรียกได้ว่า มีแท่นนี้เพียงตัวเดียวก็ไม่ต้องขนอุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอกมากมายให้วุ่นวาย อีกต่อไป สนนราคาอยู่ที่ 9,980 เยน หรือประมาณ 3,700 บาท

  13. Packi said,

    ซื้อโน้ตบุ๊ก”มือสอง”ระวังโดนแบบนี้

    สำหรับใครที่เป็นแฟนรายการ “รู้ทัน 18 มงกุฎ” หรือ The Real Hustle ที่ตีแผ่กลโกงของเหล่านักต้มตุ๋นทั้งหลาย ไม่ควรพลาดตอนล่าสุด ซึ่งได้มีการนำมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตโดยใช้ชื่อตอนว่า The Laptop Illusion (แลปทอป-ลวงตา) ฟังดูเหมือนเรื่องมายากล แต่มันเป็นการเตือนนักชอปมือสองให้ระวังจะโดนหลอกแบบระยะประชิด โดยเฉพาะตอนแลกเปลี่ยนระหว่างของกับเงิน

    หลายคนที่มีประสบการณ์ชอปออนไลน์ มักจะแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ว่า มันได้ของถูกกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นของมือสองที่ผู้ขายโพสต์สิ่งของที่ต้องการขายบน เน็ต (c-to-c) พร้อมทั้งให้อีเมล์ และเบอร์ติดต่อ เพื่อนัดแนะกับผู้ซื้อสำหรับเวลาและสถานที่ในการแลกของ ซึ่ง The Real Hustle ในตอนนี้ นักต้มตุ๋นสาวเธอประกาศขายแลปทอปในราคา 50% (จาก 1,000 เหรียญฯ เหลือ 500 เหรียญฯ) โดยนัดกับเหยื่อให้มารับของที่้ร้านเครืองดื่มเล็กๆ

    เมื่อเหยื่อมาถึง เธอก็จะแกล้งทำเป็นเปิดเครื่องให้ดูว่า อยู่ในสภาพใหม่และทำงานได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้เหยื่อตรวจสอบด้วย เพื่อหลอกให้เกิดความมั่นใจ และรู้สึกคุ้มค่ากับราคาจนไม่ทันระวังตัว หลังจากนั้นเธอจะเก็บเครื่องเข้า กระเป๋าใส่อย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งนำมันไปใส่ในถุงใบใหญ่อีกใบหนึ่งที่อยู่ข้างตัว ในขณะเดียวกันก็ เร่งรัดการตัดสินใจด้วยการที่ว่า เธอมีธุระต้องรีบไป พอเหยื่อตกลงก็ถือโอกาสหยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊กออกจากถุงใบ ใหญ่ โดยสลับเปลียนเป็นกระเป๋าแบบเดียวกัน ซึ่งภายในมีแต่ไม้ ไม่ใช่โน้ตบุ๊ก และก่อนที่เหยื่อจะเปิดดูอีกครั้ง เธอก็จะขอจับมือ เพื่อแสดงความคุณ และเผ่นแนบออกไปจากร้านทันที เหตุการณ์โดยละเอียดจะเป็นอย่างไร ลองชมจากคลิปดีกว่าครับ ยังไงก็ถ้าคุณมีความจำเป็นต้องซื้อของมือสองในลักษณะนี้ กรุณา ตรวจสอบการใช้งานของอุปกรณ์ในขั้นแรก และตรวจสอบ (double check) อีกครั้ง ว่าของที่อยู่ในกล่อง หรือในซองเป็นของจริง…เพื่อจะได้ไม่หลงกลคนพวกนี้นะครับ ทางรายการยังระบุด้วยว่า ทีมงานสามารถหาเงินด้วยวิธีนี้วันละ 5,000 เหรียญฯ (ประมาณ 180,000 บาท) หรือ 10 รายต่อวัน…

  14. Packi said,

    Conficker แพร่กระจายวันละครึ่งแสน!!!

    หากตอนนี้คุณคิดว่า หนอนไวรัส Conficker กลายเป็นเรื่องอดีตไปแล้ว ก็คงต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เนื่องจากมันยังคงไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงเดินหน้าแพร่กระจายเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ด้วยอัตราเร็วกว่า 50,000 เครื่องต่อวัน บางทีคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อยู่ อาจะติดมันเข้าไปแล้วก็ได้…

    หนอนไวรัสตัวเล็กๆ ที่ผู้สร้างสามารถอัพเดตการทำงานในลักษณะต่างๆ ได้ตามต้องการ ซึ่งก่อนหน้านี้มันได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับคนทั่วโลกได้เป็นผลสำเร็จ โดยเฉพาะข่าวลือการแผลงฤทธิ์ในวันที่ 1 เมษายน (April fool’s day) ที่มีผู้เชี่ยวชาญออกมาคาดการณ์ต่างๆ นาๆ มากมาย สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่

    “แม้ข่าวคราวของมันจะเงียบไป แต่ความจริงก็คือ หนอนไวรัส Conficker ยังคงแพร่กระจายอยู่บเน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราเร็วในการติดเข้าไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่วันละ 50,000 เครื่อง” Guy Bunker ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยไซแมนเทค โพสต์ไว้ในบล็อกของเขา “สื่อต่างๆ พากันพูดถึงหนอนตัวนี้เหมือนกับว่ามันได้ตายไปแล้ว แต่มันยังคงแพร่กระจายกระจายไปในวงกว้างทั่วโลก” Bunker ได้โพสต์ แผนที่การแพร่กระจาย (heat map) ของหนอนไวรัสตัวนี้ตั้งแต่กุมภาพันธ์ โดยแพร่กระจายจนติดทอปชาร์ตในสหรัฐฯ ลามไปบราซิล และอินเดีย เมกซิโก อิตาลี และจีน

    Conficker มักจะเข้าโจมตีผู้ใช้ในองค์กรต่างๆ ตั้งแต่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ ตลอดจนสถานศึกษา เนื่องจากองค์กรเหล่านี้จะมีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก โดยจะไม่เน้นการเข้าโจมตีผู้ใช้ทั่วไป

  15. Packi said,

    เน็ตบุ๊กพลังงานแสงอาทิตย์?

    บริษัทในสเปนชื่อว่า iUnika กำลังจะวางตลาดเน็ตบุ๊กออกมา 4 รุ่นด้วยกัน ซึ่งดูจากหน้าตาของแต่ละรุ่นก็ไม่ได้แตกต่างจากเน็ตบุ๊กทีพบเห็นกันทั่วโลก แต่ก็ต้องยกเว้นอยู่รุ่นหนึ่งทีมีชื่อว่า iUnika Solar เนื่องจากมันเป็นรุ่นที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วย

    iUnika Gyy เน็ต บุ๊กสายพันธุ์สเปนที่ว่านี้จะมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบามากแค่ 1.5 ปอนด์ (ประมาณ 700 กรัม)เท่านั้น โดยหน้าจอจะมีขนาด 8 นิ้ว ความละเอียด 800×480 พิกเซล ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ GNU/Linux (สามารถใช้กับแอพพลิเคชันฟรีกว่า 5,000 รายการ) และโพรเซสเซอร์ Mips ความเร็ว 400MHz สามารถเชื่อมต่อไร้สาย WiFi และ GPRS(ออปชั่น) เน็ตบุ๊กรุ่นนี้ทางผู้ผลิตยังบอกว่า มันเป็นมิตรกับธรรมชาติมากๆ อีกด้วย เนื่องจากตัวถังทำจาก Bioplastics (พลาสติกชีวภาพ) ซึ่งน่าจะหมายความว่า มันย่อยสลายได้? สนนราคาของรุ่นทั่วไปจะอยู่ราวๆ 180 เหรียญฯ หรือประมาณ 6,500 บาทเท่านั้น

    แต่สำหรับรุ่น iUnika Solar ซึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยในการชาร์จแบตเตอรี่ขณะทำงานในที่กลางแจ้ง หรือมีแสงสว่าง จะมีชิ้นส่วนของการทำงานเพิ่มขึ้นมานั่นก็คือ ที่ฝาพับด้านหน้าของเน็ตบุ๊กจะมีแผงโซลาร์เซลล์ติดมาด้วย โดยทางบริษัทให้ข้อมูลว่า มันจะช่วยให้สามารถใช้งานแบตฯได้นานขึ้นเป็น 4 ชั่วโมง(แต่ไม่ได้บอกว่า รุ่นที่ไม่มีใช้ได้นานแค่ไหน?) ด้วยเหตุผลดังกล่าว ราคาของรุ่นนี้จึงแพงกว่ารุ่นอื่นคือ เครื่องละ 220 เหรียญฯ หรือประมาณ 8,000 บาทนั่นเอง

  16. Packi said,

    ระวัง!!! หูฟังไอพอด”ช็อค”หูคุณ

    รายงานข่าวล่าสุด แอปเปิ้ลแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เนื่องจากไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดขึ้นในหูฟังของ iPhone และ iPod สามารถทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าดูดที่บริเวณหูเล็กน้อย และจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้ท่านั้นท่านั้น

    ในรายละอียดของคำแจ้งเตือนดัง กล่าว แอปเปิ้ลระบุว่า ผู้ใช้ไอพอด หรือไอโฟนที่สวมใส่หูฟัง (earbud) ในบริเวณที่อากาศแห้งมากๆ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการโดนดูดจากไฟฟ้าสถิตย์ทีเกิดขึ้นที่หูฟัง เงื่อนไขของการโดนไฟฟ้าสถิตย์จะคล้ายๆ กับเวลาที่เดินลากเท้าไปบนพรม หรือสัมผัสลูกบิดประตูในวันทีอากาศแห้งมากๆ “มันเป็นไปได้ที่ จะเกิดการช็อคของไฟฟ้า(สถิตย์)ที่มีขนาดเล็ก และรวดเร็วจากหูฟังของคุณ ในขณะที่กำลังใช้ฟัง iPod หรือ iPhone” แอปเปิ้ลแจ้งในคำเตือน

    อย่างไรก็ตาม ทางแอปเปิ้ลไม่ได้แจ้งว่ามีรายงานเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมายังบริษัท หรือไม่? แต่เมื่อลองเข้าไปสืบค้นในกระทู้ต่างๆ ของผู้ใช้ไอโฟนก็จะพบว่า มีการต่อว่าในประเด็นนี้อยู่บ้างเหมือนกัน “บางทีมันเพิ่งเกิดกับฉันเหมือนกัน เพราะเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหูฟังทีใส่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าดูดในหูของฉัน ” หนึ่งในเจ้าของไอโฟนกล่าว “แม้ฉันจะชอบผัดวันประกันพรุ่ง(เพราะคิดว่ามันคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย) แต่ตอนนี้มันทำให้ฉันรู้สึกเซ็ง(และเจ็บ) ซึ่ง…ฉันสงสัยว่า จะมีใครที่ต้องเจอเรื่องอย่างฉันบ้างไหม?” ผู้ใช้อีกคนโพสต์ว่า “ฉันใส่มันทั้งคืน และรู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้า(สถิตย์)อ่อนๆ ดูดที่หูทั้งสองข้าง ซึ่งฉันเพิ่งเดินเข้าไปและออกมาจากร้านขายของชำ”

    การเกิดไฟฟ้าสถิตย์ช็อคที่หูฟังไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นปัญหาของอุปกรณ์เสริม หรือกับไอพอด และไอโฟน โดยทางแอปเปิ้ลระบุว่า ” เงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้เกิดกับเฉพาะฮาร์ดแวร์ของแอปเปิ้ลเท่านั้น เนื่องจากไฟฟ้าสถิตย์สามารถเกิดขึ้นได้กับฮาร์ดแวร์ทุกชนิด และมันสามารถช็อคผู้ใช้ได้ ไม่ว่าจะใช้หูฟังยี่ห้อใดก็ตาม” ทางแอปเปิ้ลยังระบุอีกด้วยว่า การเกิดไฟฟ้าสถิตย์ในหูฟังเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมทีมีความชื้นต่ำมาก และมีลมแรงมาก เงื่อนไขที่จะทำให้โดนช็อคจากหูฟังยังอาจจะมีสาเหตุมาจากการใส่ หรือเอาไอโฟน และไอพอดออกจากกระเป๋าเสื้อ หรือกางเกง ขณะวิ่งจ็อกกิ้ง หรือสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์อย่างเช่น ไนล่อน ซึ่งสามารถชาร์จประจุ(ไฟฟ้าสถิตย์)ได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ดี แอปเปิ้ลได้รวบรวมวิธีหลีกเลี่ยงการถูกไฟฟ้าสถิตย์ดูด ซึ่งในคำแนะนำยังรวามถึงการแนะนำให้สวมเสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ ตลอดจนการเก็บรักษาไอพอด หรือไอโฟนไม่ให้โดนลม และไม่ควรหยิบพวกมันเข้าออกจากกระเป๋าบ่อยๆ เป็นต้น

  17. Packi said,

    Cool-er “อีบุ๊ก”สไตล์ไอพอด?

    ในขณะที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับ Kindle เครื่องอ่านอีบุ๊กของ Amazon ล่าสุด Interead บริษัทในอังกฤษได้ออก Cool-er เครื่องอ่านอีบุ๊กที่ตัวเครื่องมีสีสันสดใสสไตล์ iPod ซึ่งคาดว่าจะได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้อ่านวัยใสที่ต้องการเครื่องอ่านอี บุ๊กที่เข้ากับไลฟ์สไตล์

    แม้ Cool-er จะมีขนาดเล็กกว่า Kindle (7.2 x 4.6 x .43 นิ้ว สั้นและแคบกว่าประมาณ 0.5 นิ้ว) หน้าจอเทคโนโลยี e-Ink ขนาด 6 นิ้ว และไม่มีฟังก์ชันการโหลดอีบุ๊กไร้สาย แต่ด้วยดีไซน์ที่ทำให้มันมีน้ำหนักเบาแค่ 5.65 ออนซ์ (ประมาณ 160 กรัม) ซึ่งเบากกว่า Kindle ถึง 40% สามารถเปิดอ่านได้ 8,000 หน้าต่อการชาร์จหนึงครั้ง Cool-er จะมากับหน่วยความจำ 1GB (หน่วยความจำในเครื่อง 128MB) แต่มีช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ SD โดยมีให้เลือกกว่าล้านไตเติล โดยสามารถสั่งซื้ออีบุ๊กได้จากเว็บไซต์ coolerbooks.com สำหรับปุ่มควบคุมการสืบค้นที่ดูเหมือน Click-Wheel ของ iPod ซึ่งอยู่ตรงมุมล่างขวาของอีบุ๊ก จะมีการทำงานไม่เหมือน Click-Wheel เพราะผู้ใช้ต้องออกแรงกด แทนการสัมผัสเบาๆ แบบไอพอด นอกจากนี้ยังสามารถปรับโหมดการแสดงผลในแนวนอน และแนวตั้งได้อีกด้วย

    เนื่องจากมันไม่มีระบบไร้สาย ดังนั้นผู้ใช้จะต้องเชื่อมต่อ Cool-er เข้ากับสายเคเบิ้ล USB เพื่อดาวน์โหลดอีบุ๊ก และชาร์จแบตจากพีซี สำหรับไฟล์ที่สนับสนุนการใช้งานอีบุ๊กประกอบด้วย ePub (Open ebook format), Txt, JPEG และ PDF สนับสนุนการใช้งานถึง 8 ภาษา โดยนอกจากเปิดอ่านอีบุ๊กได้แล้ว ยังสามารถเล่นเพลง หรืออ่านออดิโอบุ๊กได้อีกด้วย สำหรับตัวเครื่องมีสีสันให้เลือกมากมายได้แก่ แดง, น้ำเงิน, ชมพูเข้ม, ม่วง, ชมพูอ่อน, เขียว, ดำ และเงิน สนนราคาเครื่องละ 249 เหรียญฯ (ถูกว่า Kindle 110 เหรียญฯ) คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 9,000 บาท

  18. Packi said,

    Windows Mobile 6.5 พร้อมแล้ว?

    หลังจากที่มีการโพสต์ข้อความบน Twitter ของทีมพัฒนาว่า “ระบบปฏิบัติการบนมือถือ Windows Mobile 6.5 เสร็จเรียบร้อยแล้ว” แต่ก็หาได้สร้างกระแสความสนใจให้กับผู้ใช้ได้มากมายเท่าที่ควร เนื่องจากคุณสมบัติการทำงานที่ยังคงล้าหลังจากคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัวนั่น เอง

    ข้อความดังกล่าวบนทวิตเตอร์น่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกเป็นอย่างดี ว่า Windows Mobile 6.5 ใกล้วางตลาดแล้ว แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีสัญญาณบางอย่างที่บอกว่า อนาคตของโอเอสตัวนี้อาจจะ ไม่สวยอย่างที่ฝัน ซึ่งหากพิจารณาในแง่บวก Windows Mobile 6.5 จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการทำงานที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่า 6.1 รวมถึงความสามารถของระบบสัมผัส พร้อมกับข่าวลือที่ว่าจะมีมือถือรองรับโอเอสมือถือถึง 31 รุ่นด้วยกันจากหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น HTC, Toshiba, Samsung และ Motorola

    ส่วนประเด็นของปัญหาก็คือ การออก Windows Mobile 6.5 อาจทำให้ต้องยืดเวลาออกไปเป็นปีกว่าไมโครซอฟท์จะออก Windows Mobile 7 ซึ่งแน่นอนว่า WinMo 7 จะต้องได้รับการการพัฒนาที่เหนือขั้นกว่านี้มาก เพื่อให้สามารถตามเบอร์หนึงในตลาดอย่าง Apple ได้ทัน(ซึ่งยากมาก) แต่ประเด็นคือ ถึงเวลานั้นจะมีผู้ผลิตมือถือกี่เจ้าที่อยากจะทำให้สมาร์ทโฟนของตนเข้ากัน ได้กับโอเอสโมบายรุ่นใหม่อีกหรือเปล่า หากความใหม่นั้นไม่ได้ใหม่จริงอย่างที่คิด

    สรุปสั้นๆ ก็คือ Windows Mobile 6.5 อาจจะกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต แม้จะมีผู้ใช้อัพเดตโอเอสมือถือรุ่นนี้ แต่ก็ดูเหมือนมันจะไม่สามารถทำให้เกิดธุรกิจใหม่ที่มีโวลุ่มทางการตลาดได้ เนื่องจากการอัพเดตที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวามากนัก อย่างเช่น การเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับแต่งยูสเซอร์อินเตอร์เฟซได้ เปลี่ยนไอคอนทีมีขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้นิ้วแทนสไตลัสได้ และIE เวอร์ชั่นโมบายที่ได้รับการยกเครื่องใหม่ให้มีระบบสัมผัสที่เป็นมิตรมากขึ้น รวมถึงหน้าจอ Today ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถวางไอเท็มต่างๆ ได้อย่างเช่น โปรแกรมเล่นเพลง เป็นต้น

    และหากต้องรอ Windows Mobile 7 เพื่อให้ได้คุณสมบัติการทำงานที่น่าสนใจกว่านี้ ซึ่งรวมถึง อินเตอร์เฟซแบบมัลติทัชที่สามารถใช้นิ้วขยายขนาด และซูมภาพได้ (ยังไม่มีใน 6.5) นอกจากนี้ โมบายแอพฯก็ควรจะออกเวอร์ชันใหม่ที่เป็นชุดการทำงานของ IE, email, SMS ตลอดจนระบบจัดการรูปภาพและเพลง เพื่อให้การใช้งานแอพฯ เหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายดาย แม้ไมโครซอฟท์จะถือครองส่วนแบบตลาดโอเอสบนสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การที่โอเอสเวอร์ชันล่าสุดยังคงทิ้งห่างจากคู่แข่งโดยเฉพาะคุณสมบัติการทำ งานหลักที่สำคัญๆ อย่างเช่น ฟังก์ชันการสัมผัส ซึ่งในขณะที่ผู้ใช้ควรได้มีโอกาสใช้ Windows Mobile 7 ที่มีคุณสมบัติการทำงานไม่น้อยหน้าคู่แข่ง แต่กลับกำลังจะได้ใช้ 6.5 แทน งานนี้จึงดูเหมือนว่า Windows Mobile 6.5 อาจจะพร้อมสำหรับการวางตลาด แต่ไม่พร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดก็ได้

  19. sunshin said,

    ขอบคุณมากครับคุณ packi

    อิอิ

  20. Packi said,

    โซนี่เตรียมเปิดร้านแอพฯบนมือถือ

    รายงานข่าวเช้านี้ โซนี่อีริคสันบริษัทผู้ผลิตมือถือได้ประกาศแผนการขยายบริการออนไลน์ เพื่อให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันบนมือถือของทางบริษัท ซึ่งนับเป็นรายล่าสุดทีให้บริการในลักษณะนี้ หลังจาก iTunes App Store ของ Apple, Google Android, Windows Moblie ของ Microsoft และ Ovi Store ของ Nokia

    โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โซนี่อีริคสันได้ประกาศว่า ทางบริษัทกำลังอยู่ในระหว่างเตรียมการขยายบริการของ PlayNow Arena (จากเดิมให้บริการดาวน์โหลดเพลง เกมส์ ริงโทน ฯลฯ ล่าสุดเพิ่งจะเพิ่มดาวน์โหลดภาพยนต์ได้) ให้สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์แอพพลิเคชันทั้งจากทางบริษัทเอง และนักพัฒนาแอพฯทั่วไปให้กับผู้ใช้มือถือของโซนี่ฯได้ โดยนักพัฒนาสามารถเริ่มส่งซอฟต์แวร์ให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป ซึ่งแอพพลิเคชันที่พัฒนาจะใช้โค้ด Java ME หรือ Symbian OS ก็ได้ ทั้งนี้ทางบริษัทยังกล่าวอีกด้วยว่า จะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ กับนักพัฒนาสำหรับการส่งแอพพลิเคชันให้ตรวจสอบกับทางบริษัท

    สำหรับการเปิดให้บริการแอพฯครั้งนี้ ทางโซนี่อีริคสันยังได้ร่วมมือกับ GetJar ซึ่งให้บริการดาวน์โหลดแอพพลิเคชันบนมือถือมาตั้งแต่ปี 2005 โดยมีสถิติการใช้บริการจากกว่า 200 ประเทศทั่วโลกมากกว่าหนึ่งล้านดาวน์โหลดต่อวัน ในส่วนของแอพฯที่ให้บริการจะมีมากถึง 45,000 ตัวเลยทีเดียว และจะมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเปิดให้นักพัฒนาส่งแอพฯเข้ามาในร้านได้

    “โซนี่ อีริคสัน มีความยินดีที่จะเปิดโลกแอพพลิเคชันที่ต้องถือว่าเป็นวิวัฒนาการครั้งล่าสุด ของ PlayNow ด้วยการทำให้มันเป็นตลาดนัดให้กับเหล่านักพัฒนา และพันธมิตร” Bjorn Ahlberg หัวหน้าฝ่ายคอนเท็นต์และบริการของโซนี่ อีริคสัน กล่าว “ซึงยการนำแอพพลิเคชันทีมีคุณภาพสูงเข้าไปในบริการ PlayNow จะทำให้เจ้าของมือถือได้ใช้แอพพลิเคชันที่เปี่ยมไปด้วยนวตกรรมสร้างสรรค์จาก เหล่านักพัฒนาทั่วโลกได้ภายในคลิ้กเดียว” สำหรับการแถลงข่าวครั้งนี้ของโซนี่ อีริคสัน ทำให้ทางบริษัทเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แอพพลิเคชัน และมือถือรายล่าสุดที่ให้บริการในลักษณะนี้

  21. Packi said,

    คีย์บอร์ดสำหรับนัก”จิ้มดีด”

    สำหรับใครที่เพิ่งหัดใช้คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ครั้งแรก คงจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการค้นหาปุ่มของตัวอักษรที่ต้องการกดบนแป้นพิมพ์ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบ”จิ้มดีด” ทีละตัวอักษรมากกว่าการพิมพ์สัมผัส เช้านี้มีแก็ดเจ็ตที่แก้ปัญหานี้ได้หมดสิ้นมาฝากกันครับ มันมีชื่อว่า Hunt-and-Peck Keyboard

    ไอเดียในการแก้ปัญหาของคีย์บอร์ด คอมพิวเตอร์รุ่นนี้จะตรงไปตรงมาแบบกำปั้นทุบดินเลยก็ว่าได้ เพราะเพียงแค่แทนที่จะออกแบบให้ชุดตัวอักษรบนแป้นพิมพ์จัดเรียงตามมาตรฐาน QWERTY ก็เปลี่ยนเป็นแป้นพิมพ์ที่เรียงตามตัวอักษร ABCDEF… เข้าไปแทนก็เป็นอันเรียบร้อย โดยผู้ใช้สามารถใช้งานในรูปแบบของคีย์บอร์ด มาตรฐานได้ด้วย เพียงแค่กดปุ่มฟังก์ชันพิเศษบนคีย์บอร์ด คุณก็จะได้ชุดแป้นพิมพ์มาตรฐานในการทำงานทันที ซึ่งชุดตัวอักษรที่เรียงกันแบบ QWERTY จะสกรีนเป็นสีแดงปรากฎอยู่บนแป้นพิมพ์เดียวกัน ผู้ใช้สามารถใช้โหมด “จิ้ม” คีย์บอร์ดได้โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมแต่อย่างใด เพียงแค่ต่อเชื่อมคีย์บอร์ดทางพอร์ต USB ก็ใช้ได้เลย นอกจากนี้มันยังสามารถทำงานร่วมกับ Windows และ Apple คอมพิวเตอร์ทุกเวอร์ชัน และไม่เพียงแต่จะมีโหมดจิ้มดีดเท่านั้น แต่มันยังมีปุ่ม www สำหรับใช้กดเวลาป้อน URL แล้ว มันยังมีปุ่มตัวย่อต่างๆ ที่ใช้ในอีเมล์ และ MSN ให้มาอีกด้วย สนนราคาของ Hunt-and-Peck Keyboard อยู่ที่ 21.99 เหรียญฯ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 800 บาทครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: