จากหมู่บ้านลึกๆ ( แต่ไม่เล็ก ) สู่ตึกที่ชื่อมันเหมือนจะว่างเปล่า ( โบ๋เบ๋ทาวเวอร์ คนปกติเค้าเรียกโบ๊เบ๊ นั่นแหละ )

พฤษภาคม 9, 2009 at 1:21 am (ทั่วไป, ท่องเที่ยว, บทความของฉัน)

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 7 เดือน 5 ปี ห่…า ไรอะ ออ ปีสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง เป็นวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ( โค…ตรร้อน ) อีกวันหนึ่ง     วันนี้ผมก็มีภาระกิจอันหนักหน่วง (ไม่เห็นจะมีใครมาหน่วงเราเลยนิ ) นั่นคือการไปซื้อเสื้อผ้าที่ โบ๊เบ๊ ครับ แม่บอกให้ผมไปรอหน้าตึก โบ๊เบ๊ทาวเวอร์ ตอนประมาณเที่ยงๆ      พอประมาณ 10 โมงผมเลยไปอาบน้ำครับเพื่อที่จะเดินทางไปยัง โบ๊เบ๊ ครับ พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วกำลังจะออกจากบ้าน      มันก็เกิดเหตุมหันตภัยล้างโลกครับ ( ฝนตกเปาะแปะ ) ทำให้ผมต้องใช้อาวุธประจำตัวของพี่สาว ( ร่มพับ ) จึงได้เริ่มออกเดินทางทั้งสภาพน้ำท่วมโลกครับ

ผมเดินทางจากหน้าบ้านตัวเองไปหน้าหมู่บ้านด้วยรถสุดหรู BM( X  มีตะกร้าด้วยนะ) ประตูบ้านผมนั้นก็แข็งแรงมากครับแค่สกิดเบาๆ ( ด้วยเท้า )      มันก็เปิดออกแล้วครับ      ผมจึงปั่นจักรยานแล้วก็ถือร่มไปเลยครับ      แต่โชคไม่ดีที่เกือบจะหมดหล่อตั้งแต่ซอยแถวๆบ้าน      พื้นมันลื่นครับ รถมันก็เลยไถลไปตามทาง      ส่วนตัวผมรักรถมากครับ      โยนทิ้งเลย ( T..”..T) พอมาถึงหน้าหมู่บ้านก็ทำการล็อคล้อรถครับ ( ใครมันจะอยาก ขโมยของ มรึ…ง เก่าก็เก่า สนิมอีกต่างหาก ) เสร็จแล้วก็รอรถเมล์ไป     ได้ทุกสายครับ     เพื่อที่จะนั่งรถไปต่อเรือ

ในที่สุดก็มีรถเมล์มาครับ      เป็นสาย168 ยูโรสีส้ม      ก็ดีใจครับจะได้ไม่เปียกฝน      ที่ไหนได้พอขึ้นมานึกว่าเกิดซึนามิบนรถ      น้ำท่วมรถครับ ( ไม่แน่ใจว่าขึ้นรถหรือขึ้นเรือมา ) แต่ก็รีบครับเพราะมันจะ 11 โมงแล้ว      กลัวไปไม่ทันครับ      พอนั่งไปได้สักพัก      คนขับก็พูดกับกระเป๋ารถเมล์ว่า     ” ได้กลิ่นอะไรไหม้ๆมั๊ย ”      กระเป๋าบอกกลับไปว่า      ” กลิ่นโรงงานหรือเค้าคงเผาหญ้าแถวนี้มั้ง ” ( ผมก็ไม่รู้มันเอาอะไรคิดครับ ใครจะเผาหญ้าตอนฝนตกครับ ถ้าทำได้ก็เก่งล่ะครับ ) เค้าก็คุยกันอยู่สักพักแล้วก็ตัดสินใจจอดรถแถวๆ   ปั้มเจ็ท   หมู่บ้านธารารมฌ์       พอคนขับลงไปเช็ค สักพัก ก็ขึ้นมา    ” คงไม่เป็นไรมั้งแค่มอเตอร์ไหม้ ” ( มอเตอร์ไหม้ โอ้ พ่…อ มรึ…ง เรียกไม่เป็นไรหรอ มอเตอร์ไหม้ )    แต่สุดท้ายรถเมล์มันก็มาถึงวัดจนได้ครับ มาลงป้ายวัดศรีบุญเรืองรู้สึกดีครับฝนมันไม่ตกแล้ว (แล้วผมจะเอาร่มมาทำไมเนี่ย )    และก็ต้องนั่งจักรยานเข้าไปวัดครับ ( จักรยานยนตร์รับจ้าง )      ในที่สุดก็ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะได้ขึ้นเรือครับ ( ท่าเรืออยู่ข้างในวัด เพราะวัดอยู่ติดกับคลองแสนแสบ )

และแล้วเมื่อเรือกำลังจะออก      ผมได้สังเกตุเห็นสีหน้าความเมามันของกระเป๋าเรือ      ที่กำลังดึงที่สตาทร์เรือ ( เรียกไรผมก็ยังไม่รู้เลยครับ ) มันดึงอย่างบ้าคลั่ง บรึ้น!!!    เรือติดปั๊บคนขับมันก็ออกเรือเลยครับ      เพราะพอหันกลับไปมองข้างหลัง      ก็มีเรืออีกลำกำลัง ดริฟท์!! ( เรือดริฟท์!!! ที่ไทยเท่านั้นครับ )    ดริฟท์ เพื่อเข้ามาเทียบท่าต่อจาก      เรือที่ผมนั่งออกมาเนี่ยแหละครับ พอกระเป๋าเรือมาเดินเก็บเงิน      ผมก็เห็นฝรั่งครับ      ทำเป็นไม่ยอมจ่ายตัง ( จริงๆคือคุยกันไม่รู้เรื่อง ) ไอกระเป๋าเรือมันก็คงคิดว่า    ” ไอ เหี้…ย  นี่ แมร่..ง    ขึ้นเรือแล้วจะชักดาบอีก    เป็นฝรั่ง เสือ…ก อยากเป็นซามูไร ”    ส่วนฝรั่งมันก็คงคิดว่า    ” จะหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยวล่ะสิ    ไม่ได้แอ้ม Gu หรอก ถึง Gu จะเป็นนักท่องเที่ยวแต่ก็ไม่โง่เว้ย ”    คุยกันตั้งนานกว่าจะรู้เรื่องครับ ( ผมแอบหัวเราะอยู่คนเดียวครับ บ้าคนเดียว 555+ )    นั่งผ่านไปแถวๆบริษัท    ก็เริ่มจะมีพนักงาน    โดยสารมาด้วยครับ    ผมเห็นแล้วก็สงสารนะครับ    ผู้หญิงใส่กระโปรงสั้นๆ    ใส่รองเท้าส้นตึก    มันเหมาะที่จะเดินทางด้วยเรือมากครับ    บางคนนี่หัวเกือบจะทิ่มลงน้ำล่ะครับ   บางคนกระโปรงก็จะเปิดอยู่แล้ว ( ต้องหักห้ามใจไม่มองครับ ทั้งที่อยากมองใจจะขาด )    คนที่โดยสารเรือก็มีเยอะตามปกติเลยครับ คนที่รีบๆก็มีครับ    แล้วมันก็เป็นไปตามคาดครับ    รองเท้ามันจะต้องหลุดแน่นอนเนื่องจากเกี่ยวผ้าใบเรือ    แต่ยังโชคดีที่คว้าทัน ( ถึงไหนแล้วเนี่ย ออๆต่อๆเลยครับเกือบลืม )    มีผู้ชายคนนึงครับ    น่าจะเป็นพนักงานบริษัท    เค้าก็ขึ้นเรือตามปกติครับ    เพียงแต่ที่ผมอยากจะกระโดดทีบมัน   ก็เพราะมันไม่ยอมดึงผ้าใบกันสาดขึ้นครับ    มันมัวแต่จัดการเอาสาย MP3 รัดคอตัวเอง    จนเรือขับสวนมา    เท่านั้นแหละครับ    ผมจึกต้องป้องกันตัวเอง    โดยการหลบ ( หลังผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ลูกผู้ชายดีแท้ ) เมื่อเรือลำนั้นสวนผ่านไป    คงเหลือไว้แต่หยดน้ำเน่าๆ บนใบหน้าเธอ (น่าสงสารจัง )   นั่งไปสักพักก็เกิดเสียงรบกวนโสตประสาทหูผมมากครับ    กลุ่มผู้หญิง ( น่าจะเป็นพนักงานบริษัท ) เปิดฉากโต้วาทีกันกลางเรือครับ ( เม้านั่นแหละแต่เสียงดัง )    ผมว่าถ้าให้คนพวกนี้ไปเป็น ส.ส.ในสภาคงจะมันน่าดูเลยครับ    นอกจากเม้าแล้วยังไม่พอครับ    ยังเอาเข่ามาดันที่พิงหลังผมอีก ( มันจะเบียดเบียน Gu ไปถึงไหนกานนน ไม่สวยแล้วยัง…อีก ) นอกจากบรรยากาศในเรือที่ไม่ค่อยจะดีแล้ว    สภาพคลองแสนแสบบ้านเราที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป   เอาไปเม้าที่ประเทศมัน    ก็อย่างที่รู้ๆกันครับยิ่งเป็นคนญี่ปุ่นมันคงเอาไปพูดว่า   “ที่ไทยมันคงมีน้ำยาทำได้แค่นี้ล่ะมั้ง สู้บ้าน Gu ก็ไม่ได้สักนิดเดียว”

เฮ้อ ในที่สุดก็มาถึง    โบ๊เบ๊    จนได้ครับ    ผมก็เลยไปโทรศัพท์บอกแม่ว่ารออยู่หน้าตึกแล้ว    จึงไปซื้อกาแฟมากินรอครับ    ก็โดนค่ากาแฟราคาชาววังไป 28 บาท ( มันขายหน้าตึก ข้างๆเป็นโรงแรม หรูๆครับเลยเรียกกาแฟราคาชาววัง)    นึกในใจครับ    กาแฟแก้วนิดเดียว แพงจัง วันนี้พกเงินมาร้อยเดียวเองครับ ( ช่วงนี้ไม่มีเงินใช้ยากจนมาก )    ข้าวก็ยังไม่ได้กินหิวด้วยครับ    เลยต้องนั่งมองหาอะไรไปเรื่อยเปื่อย    ระหว่างที่รอแม่ผมนั้น    มันได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจอีกเรื่องครับ    มีนางแบบมาเดินแบบที่หน้าตึกเลยครับ ( เป็นเด็กผมบ๊อบ2คน )    คนแรก   ” หมายเลข 1 เชิญค่า!!!    เพื่อนมันอีกคนก็เดินโพสท่านางแบบ   MILAN   พอเห็นรุ่นเล็กคราวนี้เป็นรุ่นใหญ่ครับ    แต่เค้าไม่ได้มาเดินแบบหรอกครับ    เค้ากำลังฝึกซ้อมการเดินแบบอยู่ครับ    ด้วยการเอาถุงผ้าไว้บนหัวแล้วเดินโดยที่ไม่ต้องจับถุงผ้า ( เหมือนนางแบบเอาหนังสือวางไว้บนหัวแล้วเดิน    แต่นี่โหดกว่าครับ )     พวกนี้ไม่เท่าไหร่ผมเห็นที่เจ๋งกว่านั้นครับ คือกลุ่มนินจาแม่ลูกอ่อน    คนพวกนี้ใส่ผ้าสีดำปิดหมดทุกส่วนเลยครับเหลือไว้แต่ตา 2 ข้าง กับมือที่สามารถเห็นได้    พวกนี้ใช้วิชานินจาแม่ลูกอ่อนในการขนย้ายถุงผ้า    เนื่องจากสามารถส่งพลังจากลูกในท้องสู่แม่ได้    ทำให้นินจาแม่ลูกอ่อนสู้ขาดใจเลยครับ    ในที่สุดกลุ่มนินจาแม่ลูกอ่อนก็สามารถขนถุงผ้าขึ้นแท๊กซี่ไปได้ครับ

พอมองเลยตรงไปกับที่ผมนั่งพอดีครับ    ก็เห็นธนาคารกสิกรไทยสาขาโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ ตั้งแต่เกิดมาผมเพิ่งจะเคยมองเข้าไปในนั้นครับ    ที่มองเพราะเห็นหนักงานหญิงคนนึงน่ารักมากครับเลยมอง ( ตาไวเชียวนะ    ไว้วันหลังจะไปนั่งมองใหม่ครับ )  ตรงที่ผมนั่งรอมันเกิดเรื่องมากมายทีเดียวครับ มันเป็นเส้นทางของนักธุรกิจ ( ขายเสื้อผ้า ) มีกลุ่มคนวัยทอง นั่งอยู่ข้างหลังผมประมาณ  3-4  คน    พวกเค้าก็นั่งคุยกันเรื่องธุรกิจนี่แหละครับ    แต่ที่ผมหมั่นไส้อยากจะเอารองเท้ายัดปากให้มันเงียบก็เพราะว่า    ” เนี่ยแต่ก่อนนะ    ผมเปิดโรงเย็บเองเลยนะ    ได้เงินเป็นล้านๆ    แต่เหนื่อยครับ    เลยมาซื้อเสื้อไปขายเอง ”    ( โม้ซะจนน่าถี…บ จริงๆ )    มีอีกเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังครับ    ถ้ามาโบ๊เบ๊แล้วสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ควรระวังให้ดีครับ    พวกแก๊งมิจฉาชีพ    คนพวกนี้มีหลายกลุ่มหลายวิธีครับ    แต่ที่เห็นบ่อยและแม่ผมเคยเจอก็คือ    แกล้งเอาถุงผ้ามาวางข้างๆของแม่ผมครับ    แล้วก็แอบหยิบถุงของแม่ผมไปด้วย แต่ผมรู้ทันครับ    เลยเปิดฉากด่าเลยครับ    ตอนแรกมันก็ยังเถียงหน้าด้านๆอยู่ครับว่าเป็นของมัน    แต่พอเริ่มเถียงสู้ไม่ได้    ก็โกยแทบไม่ทันแน่ะครับ    ต้องยอมแพ้แม่ผมครับ    คนประจำที่นี่จะรู้กันดีว่าแม่ผมปากไวไม่กลัวใคร    แถมด่าทีได้ยินไปถึงท่าเรือแน่ะ

พอซื้อของเสร็จก็จะรออะไรอีกล่ะครับ    ก็กลับบ้านสิครับ    คนอื่นเค้ากลับทางแท๊กซี่ครับ    แต่ผมกับแม่ไม่ใช่คนรวยครับ    ( ประหยัดหรืองกนั่นแหละ )    ก็เลยแบกของขึ้นเรือ    แต่ล่ะถุงก็ไม่หนักหรอกครับ    หนักเท่าๆกับเพื่อนผมคนนึงอะครับ    เคยหิ้วมันอยู่น้ำหนักพอๆกับถุงผ้าเลย    ก็มีอยู่4ถุงใหญ่ครับ    หิ้วคนล่ะ2ถุง    แบกขึ้นเรือก็มีแต่คนมองครับ    (  คนหล่อก็เงี้ย มองกันเข้าไป )    ตอนแบกลงก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ    ให้แม่ผมลงเรือไปก่อนแล้วผมค่อยส่งให้ทีล่ะถุง    แต่ตอนขึ้นเปลี่ยนเรือที่    ท่าประตูน้ำเนี่ยสิครับ    ทั้งหนัก    ทั้งใหญ่    ถุงก็ขาด    แถมต้องรีบต่อเรือด้วยครับ    เวลาเป็นเงินเป็นทองมาก    ก็แบกกันไปตามประสาแม่ลูก

และแล้วในที่สุดก็มาถึงวัดศรีบุญเรืองจนได้ครับ    แม่ผมจอดรถรอไว้แล้วที่วัดครับ    ก็แบกของไปที่รถกัน    ตอนซื้อของน่ะไม่ได้คิดหรอกครับ    พอมาถึงรถแล้วเพิ่งจะมาคิดกัน    ของมันเต็มครับ ไม่มีที่ว่างให้คนอย่างผมนั่ง    ( งั้นขอไปนั่งในหัวใจที่ว่างของผู้อ่านก็แล้วกันครับ    มีที่ว่างให้ผมนั่งมั๊ยล่าา 555+ )    กว่าจะยัดของและคนเข้ารถไปกันได้    เหงื่อไหลท่วมรถเลยมั้งน่ะ    เราซื้อของเสร็จประมาณ  3  โมงครับ    มาถึงวัดก็เกือบๆจะ  4  โมง    แต่ไม่ได้จะกลับบ้านกันนะครับ    ไปขายของต่อครับ    ที่เพิ่งซื้อมานั่นแหละ    ก็ไปขายกันที่ตลาดนัด    ใช้เวลาตั้งร้านอย่างรวดเร็ว    และแล้วสิ่งที่ผมรอคอยก็มาถึง    มีกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ    ( ชาติใกล้ๆบ้านเรา )    เข้ามาดูเสื้อผ้าครับตามปกติ    และเมื่อเจอเสื้อที่ถูกใจจึงเกิดการต่อรองทางธุรกิจขึ้น    ” /*$%#&*(+-/??? ”    ( แม่ผมเก่งภาษาครับแปลออก เค้าถามว่าตัวนี้เท่าไหร่ )    ” 199 จ้า ”    ผมก็ไม่ได้ใส่ใจหรอกครับ    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าหนังเรื่อง    อมาเกด้อนอีกครับ     แม่ผมด่าลูกค้าอย่างเมามันเสียงดังไปถึงหน้าปากทางเข้าตลาด    ” มรึ…ง ต่อราคาแบบนี้ Gu ไม่ขาย ต่อแบบนี้ไปซื้อเองที่โบ๊เบ๊โน่นไป ต่อราคา ห่…า ไรแมร่…ง กะไม่ให้ Gu ได้แด…ก กันเลยรึไง ไอห่…ารากนิ ”    ( ผมอยากจะด่าได้แบบแม่ผมจังเลยครับด่าได้อารมมาก )    ที่แม่ผมโมโหเพราะเค้าต่อราคาเสื้อจาก  199  เหลือ  100  เดียวครับ ซื้อเสื้อมาตัวล่ะ  150  ครับ    มันก็สมควรที่แม่ผมจะโมโหครับ    กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ( น่าจะกัมพูชาไม่ก็พม่า )    ก็ต่างโดนขุนศึกแม่    ตีแตกทัพกลับประเทศไปหมดเลยครับ    พอด่าลูกค้าเสร็จ    ก็เกิดอาการหิวอย่างที่ไม่เคยหิวมาก่อนในชีวิตนี้    เลยไปเดินซื้อของกินครับ มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะนำมาเล่าด้วยนั่นก็คือ    ผมไปเจอร้านขายทาโกะยากิครับ    คนขายมีป้าแก่ๆ 2 คน และเด็กสาวอีก 1 คน    ผมติดใจกับหน้าตาของเด็กสาวมากครับ    ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ    แต่เพราะหน้าเค้าเหมือนโฮสญี่ปุ่นคนนึงที่ผมเคยรู้จักครับ    และก็ชอบเค้าด้วยครับ    ก็เลยแวะเข้าไปซื้อกิน    ด้วยความหิวกินเข้าไปอย่างรวดเร็ว    จนเหลือลูกสุดท้ายมาให้แม่กิน    ” ไปซื้อมาทำไมไม่เห็นจะอร่อยเลย ” ( พออิ่มแล้วเริ่มรู้รสชาด )    ก็เลยรีบไปซื้อกับข้าวแล้วขึ้นรถเมล์กลับบ้านเลยครับ    ผมกลับมาบ้านก่อนเพื่อที่จะมานั่งทำงานต่อเนี่ยแหละครับ    มันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะครับ    พอกลับมาบ้านก็ต้องมาใช้ชีวิตแบบเดิมๆ    ออกไปนอกบ้านคลายเครียดดี    ได้เห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ    แล้วเก็บมาคิดให้มันเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ได้

ยังไงก็ขอจบวันแห่งความสุขเล็กๆของผมไว้เท่านี้ล่ะกันครับ    ถ้ามันยาวเกินไปก็ขออภัยมา  ณ  ตรงนี้ด้วยครับ    เผอิญ ไม่เคยเขียนบทความยาวๆ    ขอบคุณผู้ที่เข้ามาอ่านจนจบนะครับ    จะด่าจะว่าอะไรก็เชิญครับ  ( ผมหน้าด้าน )  สำหรับบทความในวันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้แหละครับ    ถ้าคิดเรื่องอะไรดีๆออกแล้วจะมาเขียนต่อนะครับ

สวัสดีครับ

8 ความเห็น

  1. Packi said,

    ดีครับผม ใช้ได้เลยทีเดียว

    แฮะๆ

  2. PUUMU said,

    ไปแค่โบ๊เบ๋ยังพิมได้ยาวขนาดนี้ ถ้าวันหลังมึงไปไหนไกลๆนี้

    กูว่าคงแต่งเป็นหนังสือขายได้อะ

    แม่งเขียนแม้กระทั่งคำพูดของคนขับรถเม 555+

    รอบคอบชิบ

  3. Millhz said,

    โอ้วววว เขียนเองป่าววะ

    เขียนดีขึ้นนะ

    หัดเขียนเรื่องราวของตัวเองบ้าง

    ดีกว่าก๊อบมาลงเว่ย

    ยกย่อง ยกย่อง

    เขียนดีกว่าเดิม

    พัฒนาต่อไป

    ซันเคชิโกะ!

  4. TIPBANK said,

    ยาวจิง ๆๆ* อ่ะ !
    อ่านไม่จบ !. 5555555555 55.

    : ))

  5. เลเบีย said,

    5555
    อิห่า ฮาจิง*

    กูเหนด้วยกะพูมว่ะ
    กร๊ากกกกก

    สุ้ๆเว่ย ♥

  6. jeff said,

    ตลกดีว่ะเหยา

  7. SPINSTER Sai''Z said,

    โ ห ย อ่ า น จ น ต า ล า ย
    พ ย า ย า ม ม า ก อ๊ ะ ==’
    เ ฟี้ ย ว เ ง า ะ ม า ก

    ๕๕

    ;’)

  8. Sp-i said,

    ยาวมากมาย

    เม้ยเลยละกันนะ

    555

    เเต่ตาลายจิงๆนะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: